ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
สมัครสมาชิกคลับ!! | กฏกติกามารยาท | กฏระเบียบห้องซื้อขาย-ร้านค้า
**ท่านใดพบปัญหาการสมัครสมาชิกด้วยสมาร์ทโฟน แนะนำให้สมัครสมาชิกโดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ก่อน จากนั้นค่อยใช้สมาร์ทโฟนล๊อกอินเล่นตามปกติ**
สั่งซื้อสติ๊กเกอร์คลับ ที่นี่ << NAVARA CLUB THAILAND >> สั่งซื้อเสื้อคลับ ที่นี่
ช่องทางสำรองในการติดต่อสื่อสาร เฟสกลุ่ม อย่าลืมแอ๊ดกันไว้ด้วยนะครับ >> http://www.facebook.com/groups/NavaraClubThailand/

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - tiresbidonline

หน้า: [1] 2 3 ... 8
1

         สวัสดีครับ คุณผู้อ่านและคุณลูกค้าทุกท่าน จอร์จไทร์บิด ผู้เชี่ยวชาญยางรถยนต์ ยินดีต้อนรับครับ พบกับจอร์จ ช่วงเกร็ดความรู้ยานยนต์ กันอีกเช่นเคยครับ บอกเลยว่ารถยนต์หนึ่งคันที่ถูกส่งขายในตลาดนั้น ต้องใช้ระยะเวลาในการการออกแบบแรมปี กว่าจะได้รถสักรุ่น ทั้งการวิเคราะห์ระบบขับเคลื่อนให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ในการใช้งาน ตำแหน่งเครื่องยนต์ ขนาดล้อ และอีกหลายๆ จุดที่ส่งผลต่อสมรรถนะในการขับขี่ 

    แต่มีสิ่งหนึ่งที่ค่อนข้างเป็นที่น่าสงสัยเกี่ยวกับตำแหน่งการติดตั้งคาลิเปอร์เบรก ซึ่งสังเกตว่ารถ 10 รุ่นต่างกัน ก็จะมีการวางตำแหน่งของคาลิเปอร์ที่ไม่เหมือนกันเลย บางคันวางข้างหน้า บางคันวางด้านหลัง เป็นต้น วันนี้เราจะลองมาดูกับว่าทำไมรถแต่ละคันถึงออกแบบจุดติดตั้งของคาลิเปอร์ไม่เหมือนกัน

    ซึ่งจากการที่ได้สำรวจมานั้น การจัดวางตำแหน่งของคาลิเปอร์จะมีอยู่ 2 จุดหลักๆ นั่นคือ ด้านหน้าและด้านหลัง ไม่ว่าจะในรถ Sport สุดหรู หรือรถบ้านธรรมดา การจัดวางของคาลิเปอร์จะหนีไม่พ้นที่ 2 จุดนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ในรถที่ทำการตกแต่งมาแบบเฉพาะทาง ก็มีการจัดวางตำแหน่งที่แปลกออกไปเช่นกันครับ เรามาดูเหตุผลที่จุดการติดตั้งคาลิเปอร์แตกต่างกันออกไป

การกระจายน้ำหนัก ( Weight Distribution )
           ถึงแม้ว่าอาจจะฟังดูแล้วไม่ค่อยมีน้ำหนัก แต่ทว่าการที่วางจุดติดตั้งไว้ที่ด้านหน้าหรือด้านหลัง กลับทำให้มีผลต่อการกระจายน้ำหนักของตัวรถในขณะเลี้ยวได้ดีกว่าการติดตั้งไว้ที่ด้านบน หรือด้านล่างที่เวลาเลี้ยว การจะจายน้ำหนักจะทำได้มีดีเท่าแบบนี้นั่นเองครับ

การเดินทางของอากาศ ( Aerodynamic )
          สำหรับรถบางคันที่มีการออกแบบช่องลมเข้า เพื่อให้อากาศสามารถไหลเข้ามา ทำให้เบรกเย็นลงได้เร็วขึ้น ซึ่งการที่คาลิเปอร์เบรกติดตั้งอยู่ในหน้า-หลังนั้นเอง สามารถทำให้อากาศไหลเข้ามาปะทะได้ดีกว่าแบบคาลิเปอร์บน-ล่าง ช่วยให้ระบายความร้อนได้อย่างสะดวกมากขึ้นนั่นเองครับ

รูปแบบของช่วงล่าง ( Suspenion Packaging )
          ในส่วนนี้รวมถึงพวกตำแหน่งของโช๊ค ปีกนก และอีกหลายส่วนรวมกัน ซึ่งในบางตำแหน่งนั้นอยู่ตรงส่วนบน-ล่างของล้อพอดี ทำให้ไม่สามารถนำคาลิเปอร์ไปไว้ที่จุดอื่นได้ ทำให้จำเป็นต้องติดตั้งที่จุดนี้เพื่อหลบชิ้นส่วนช่วงล่างอื่นๆ แม้ว่ามันอาจจะไม่ใช่จุดที่ดีที่สุดก็ตามครับ

จุดประสงค์การใช้งาน ( Vehicle Purpose )
          อย่างที่บอกไปว่า รถแต่คันนั้นอาจมีจุดประสงค์ในการใช้งานที่ต่างกันออกไป ทำให้ตำแหน่งของเบรกนั้นก็เกี่ยวข้องด้วย ตัวอย่างเช่น รถจำพวกขับเคลือน 4 ล้อ สายลุย อาจจต้องทำให้เบรกขึ้นอยู่ด้านบนเพื่อในกรณีลุยน้ำแล้ว เบรกยังมีประสิทธิภาพที่ดีอยู่ครับ

งบประมาณ ( Cost )
          การออกแบบนั้นก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มีค่าใช้จ่ายในการผลิตที่สูง แต่ทว่าการออกแบบจุดติดตั้งคาลิเปอร์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ ทำให้สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการผลิตไปได้เยอะ เพราะสามารถใช้ชิ้นส่วนเบรกหรือช่วงล่างร่วมกับรุ่นอื่นๆ ได้ด้วย ผลิตครั้งเดียวประหยัดงบกว่าต้องมานั่งออกแบบใหม่ทีละรุ่น

ความสวยงาม ( Appearance )
          เหมือนกับว่าจะเป็นเหตุผลหลักเลยก็ว่าได้เพราะจุดติดตั้งที่สวยที่สุดจะอยู่ตรงที่ 2 จุด ที่ว่านั้นเป็นจุดที่ติดตตั้งแล้วสามารถมองเห็นคาลิเปอร์ได้ชัดเจนและสวยงามมากที่สุดอีกด้วยครับ

    แล้วตกลงว่าถ้าไม่นับเรื่องงบประมาณ อย่างไหนดีที่สุด ก็น่าจะเป็นการวางคาลิเปอร์แบบชิดเข้าหัวตัวถัง ค่อยลงมาต่ำนิดนึง จะให้จุดศูนย์ถ่วงต่ำ กระจายน้ำหนักดี และระบายความร้อนดีอย่างลงตัว นี่ก็เป็นเหตุผลคร่าวๆ ของการออกแบบการวางตำแหน่งของคาลิเปอร์ สำหรับบทความเกร็ดความรู้ยานยนต์ครั้งนี้ จอร์จก็ต้องลากันไปก่อน แล้วครั้งหน้าจะเป็นสาระดีๆ เรื่องอะไร อย่าลืมติดตามกันนะครับ

          หากลูกค้าไทร์บิดหายห่วงเลยครับ จอร์จ บริการช่วยเหลือประสานงาน และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญยางรถยนต์ได้ตลอดเวลาทำการฟรี หรือ สนใจเช็คราคานัดหมายติดต่อซื้อยางง่ายดายสุดๆ ผ่านทาง Line@ : @tiresbid ได้เลยครับ หากไม่สะดวกพิมพ์อยากคุยกันมากกว่า โทรมาเลย : 090-986-8762 คุยง่าย แนะนำดี ไม่ผิดหวัง วันนี้ก็ขอตัวแล้วครับโอกาสหน้าเรากลับมาเจอกันใหม่ครับ ส่งท้ายหากเพื่อนต้องการ ให้จัดหายาง สั่งยี่ห้อใดรุ่นใด ไซส์ใดเป็นพิเศษ สนใจแจ้งเข้ามาได้เลยครับ จอร์จและทีมงานยินดีให้บริการเต็มที่ ขอบคุณครับ

2.ติดต่อไทร์บิด
- โทร : 090-986-8762 / 090-958-7416       
- Line Official : @tiresbid │https://lin.ee/717tUdr
- Inbox : m.me/Tiresbidonline       
- เวลาทำการ : วันจันทร์ - วันเสาร์ 08.30 - 17.30 น. (หยุดวันอาทิตย์)
- YouTube : http://bit.ly/TiresbidYoutube   
- Facebook Tiresbid Group : http://bit.do/TiresbidGroup

2

          สวัสดีครับ คุณผู้อ่านและคุณลูกค้าทุกท่าน จอร์จไทร์บิด ผู้เชี่ยวชาญยางรถยนต์ ยินดีต้อนรับครับ เกร็ดความรู้ยานยนต์วันนี้ ทั้งใกล้ตัวและดูแลได้ง่ายจากคู่มือรถยนต์ได้เลย ซึ่งรถยนต์ถือเป็นปัจจัยสำคัญอันดับต้นๆ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน แต่ทว่า จอร์จ มักจะเห็นเพื่อนๆไม่ได้ใส่ใจดูแลหรือขาดการดูแลไม่ถูกวิธี จึงอาจจะส่งผลให้รถยนต์เป็นภาระที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มอย่างไร้เหตุผล โดยเฉพาะเครื่องยนต์ ที่ต้องการการปกป้องดูแลเป็นพิเศษ เพื่อให้ตัวรถมีสภาพที่พร้อมใช้งานได้ตลอดเวลา แต่จะมีวีธีการดูแลอย่างไร อะไรคือหัวใจสำคัญที่ทำให้เครื่องยนต์มีประสิทธิภาพ และมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน จอร์จมีคำตอบ

1. ดูแลระบบระบายความร้อน
          เครื่องยนต์ไม่ว่าจะมีขนาดเท่าไหร่ก็ตาม การทำงานล้วนแต่มีอุณหภูมิที่สูงด้วยกันทั้งนั้น ฉะนั้นการดูแลเรื่องระบบระบายความร้อนจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ และไม่ควรมองข้าม ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณสามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง เพียงการเติมน้ำยาหล่อเย็น หรือน้ำในหม้อน้ำให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และหมั่นตรวจสอบระดับน้ำ หากมีการลดลงเป็นปริมาณมาก แสดงว่าเครื่องยนต์อาจจะมีปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่ง

2. ดูแลระบบไฟ
          อีกหนึ่งระบบที่สำคัญไม่แพ้กันนั่นก็คือระบบไฟของรถ ซึ่งสามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยการดูแลแบตเตอรี่ หรือเปลี่ยนแบตเตอรี่ตามระยะเวลาที่กำหนดจากคู่มือรถ เพราะแบตเตอรี่ทำหน้าที่ป้อนกระแสไฟฟ้าให้อุปกรณ์ต่างๆ ของเครื่องยนต์ให้ทำงาน เช่น มอเตอร์สตาร์ท เป็นต้น

3. ตรวจเช็คสภาพสายพาน
          โดยวิธีการมองดูที่สายพานถ้าพบรอยแตกเกิดขึ้น ควรทำการเปลี่ยนแต่เนิ่นๆ เพื่อที่จะใช้รถได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ก็ควรตรวจดูความตึงของสายพานด้วย ว่าหย่อน หรือตึงมากจนเกินไป (ซึ่งสามารถนำรถให้ช่างผู้เชี่ยวชาญ หรือศูนย์บริการตรวจสอบให้

4. ตรวจสอบภายในห้องเครื่อง
          วีธีนี้อาจจะเป็นวิธีเบื้องต้นในการดูแลรักษา โดยการตรวจดูห้องเครื่อง ว่าอุปกรณ์ต่างๆ มีการชำรุดเสียหายหรือไม่ เช่น ท่อยางหม้อน้ำมีคราบน้ำซึมหรือไม่ สายไฟภายในห้องเครื่องมีขาด หรือไม่เรียบร้อยหรือไม่ มีคราบน้ำมัน และการรั่วซึมต่างๆ หรือไม่ เป็นต้น

5. เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง
          และสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ และถือเป็นหัวใจสำคัญของการดูแลรักษาเครื่องยนต์ ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์ให้มีความสมบูรณ์ตลอดเวลา คือการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง โดยการเปลี่ยนถ่ายตามระยะทางที่กำหนด หรืออาจเปลี่ยนเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอก็ได้ อีกทั้งควรเลือกใช้น้ำมันเครื่องที่ได้รับมาตรฐาน และมีสารเพิ่มประสิทธิภาพ เพื่อการปกป้องดูแลเครื่องยนต์อย่างดีที่สุด

          หากลูกค้าไทร์บิดหายห่วงเลยครับ จอร์จ บริการช่วยเหลือประสานงาน และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญยางรถยนต์ได้ตลอดเวลาทำการฟรี หรือ สนใจเช็คราคานัดหมายติดต่อซื้อยางง่ายดายสุดๆ ผ่านทาง Line@ : @tiresbid ได้เลยครับ หากไม่สะดวกพิมพ์อยากคุยกันมากกว่า โทรมาเลย : 090-986-8762 คุยง่าย แนะนำดี ไม่ผิดหวัง วันนี้ก็ขอตัวแล้วครับโอกาสหน้าเรากลับมาเจอกันใหม่ครับ ส่งท้ายหากเพื่อนต้องการ ให้จัดหายาง สั่งยี่ห้อใดรุ่นใด ไซส์ใดเป็นพิเศษ สนใจแจ้งเข้ามาได้เลยครับ จอร์จและทีมงานยินดีให้บริการเต็มที่ ขอบคุณครับ

2.ติดต่อไทร์บิด
- โทร : 090-986-8762 / 090-958-7416       
- Line Official : @tiresbid │https://lin.ee/717tUdr
- Inbox : m.me/Tiresbidonline       
- เวลาทำการ : วันจันทร์ - วันเสาร์ 08.30 - 17.30 น. (หยุดวันอาทิตย์)
- YouTube : http://bit.ly/TiresbidYoutube   
- Facebook Tiresbid Group : http://bit.do/TiresbidGroup

3

          สวัสดีครับ คุณผู้อ่านและคุณลูกค้าทุกท่าน จอร์จไทร์บิด ผู้เชี่ยวชาญยางรถยนต์ ยินดีต้อนรับครับ ช่วงเกร็ดความรู้ยานยนต์วันนี้ จอร์จ บอกเลยว่าเป็นเรื่องของความเชื่อมีมานานมาก ว่ากันว่าถ้ารถติดฟิล์มใสร้อนกว่า แต่จริงหรือ ? เป็นคำถามที่คนสมัยก่อนจนปัจจุบันก็ยังทีคาใจ เมื่อเห็นวัยรุ่นยุคใหม่แต่งรถด้วยฟิล์มใสแจ๋ว จนเห็นของแต่งเจ๋งๆในรถ อย่างที่คนสมัยก่อนไม่เคยทำได้ จนอดสงสัยกันไม่ได้ว่า ฟิล์มที่แสงส่องผ่านได้ปรุโปร่งขนาดนี้ ขับแล้วไม่ร้อนกันเหรอ วันนี้ จอร์จ มีเฉลยแล้วว่าติดแล้วเย็นจริงก็มี แต่ก่อนจะรู้ว่าทำได้ยังไง เราต้องทำความเข้าใจตัวการที่ทำให้เกิดความร้อนเสียก่อน

    ที่มาของความเชื่อสมัยก่อน เกิดจากหลายคนเมื่อออกไปกลางแดด เจอแสงจ้าแล้วรู้สึกร้อน พอกลับเข้าร่มแสงน้อยลงก็รู้สึกเย็นลง ทำให้คนทั่วไปเข้าใจว่า แสงจ้าทำให้ร้อน แต่ความจริงแล้วไม่ถูกต้องทั้งหมด เพราะแสงสว่างเป็นแค่คลื่นชนิดหนึ่งเท่านั้น แต่สิ่งที่มาพร้อมกับแสงแดดด้วย นั่นแหละที่ทำให้เรารู้สึกร้อน มันคือรังสีอินฟาเรด (Infrared) ที่มาจากดวงอาทิตย์นี่เอง

    รังสีนี้มาจากดวงอาทิตย์ ที่แบกเอาความร้อนจากดาวดวงใหญ่ เดินทางด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามายังโลกด้วยกัน พูดไปอาจจะไม่เห็นภาพ ลองดูคลื่นอินฟราเรดในสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเรา อย่างเครื่องไมโครเวฟที่เราใช้อุ่นอาหาร ก็ใช้รังสีอินฟาเรดนั่นเอง ซึ่งจะเห็นว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าดังกล่าวไม่ได้ใช้แสงแดดมาใช้งาน แต่ใช้รังสีดังกล่าวแบบเข้มข้นต่างหาก เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่า ต่อให้ไม่มีแสงแดด แต่ถ้ามีรังสีอินฟาเรดก็ทำให้วัตถุร้อนได้ เช่นเดียวกันกับรถยนต์ ต่อให้เราใช้ฟิล์มทึบแสงสุดๆ แต่ไม่ได้มีการเคลือบกันอินฟาเรดที่ดี ก็จะทำให้ผิวหนังเราตอนขับรถ ก็แทบจะไม่ต่างอะไรกับหมูสุกในเครื่องไมโครเวฟนั่นแหละครับ

สรุปว่า : วิธีเลือกฟิล์มกรองแสงรถยนต์แบบใส ดูอย่างไรว่าติดแล้วเย็นได้จริง ก็ต้องดูค่าการกันรังสีอินฟาเรด

          หากลูกค้าไทร์บิดหายห่วงเลยครับ จอร์จ บริการช่วยเหลือประสานงาน และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญยางรถยนต์ได้ตลอดเวลาทำการฟรี หรือ สนใจเช็คราคานัดหมายติดต่อซื้อยางง่ายดายสุดๆ ผ่านทาง Line@ : @tiresbid ได้เลยครับ หากไม่สะดวกพิมพ์อยากคุยกันมากกว่า โทรมาเลย : 090-986-8762 คุยง่าย แนะนำดี ไม่ผิดหวัง วันนี้ก็ขอตัวแล้วครับโอกาสหน้าเรากลับมาเจอกันใหม่ครับ ส่งท้ายหากเพื่อนต้องการ ให้จัดหายาง สั่งยี่ห้อใดรุ่นใด ไซส์ใดเป็นพิเศษ สนใจแจ้งเข้ามาได้เลยครับ จอร์จและทีมงานยินดีให้บริการเต็มที่ ขอบคุณครับ

2.ติดต่อไทร์บิด
- โทร : 090-986-8762 / 090-958-7416       
- Line Official : @tiresbid │https://lin.ee/717tUdr
- Inbox : m.me/Tiresbidonline       
- เวลาทำการ : วันจันทร์ - วันเสาร์ 08.30 - 17.30 น. (หยุดวันอาทิตย์)
- YouTube : http://bit.ly/TiresbidYoutube   
- Facebook Tiresbid Group : http://bit.do/TiresbidGroup

4

 สวัสดีครับ คุณผู้อ่านและคุณลูกค้าทุกท่าน จอร์จไทร์บิด ผู้เชี่ยวชาญยางรถยนต์ ยินดีต้อนรับครับ ช่วงเกร็ดความรู้ยานยนต์วันนี้เกี่ยวข้องกับระบบของเหลวกันสักหน่อยครับ น้ำมันหล่อลื่นเลือกอย่างไร? เป็นคำถามที่หลายๆ ท่านยังคงวิ่งวนหาคำตอบกันอยู่ บ้างก็เลือกตามที่เพื่อนแนะนำ บ้างก็เลือกตามช่าง หรือศูนย์บริการแนะนำ หรือบางท่านก็อาจจะหลงคารมของเซลล์ที่ชักจูงให้ท่านเลือกซื้อเรื่อย 

    แต่จะดีกว่าไหม ถ้าต่อไปนี้เราสามารถรับรู้ได้ว่า น้ำมันหล่อลื่นชนิดไหนเป็นอย่างไร ค่าความหนืดของน้ำมันหล่อลื่นบอกอะไร และคุณสมบัติพิเศษที่เขียนไว้ข้างกระป๋องช่วยอะไร วันนี้ทางจอร์จ TIRESBID จะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจ เพียงรู้แค่ 3 สิ่งนี้ก็สามารถเลือกซื้อน้ำมันหล่อลื่นที่ตรงกับความต้องการของรถได้ง่ายๆ ด้วยตัวคุณเอง

1. ประเภทของน้ำมันหล่อลื่น โดยน้ำมันหล่อลื่นจะแบ่งออกเป็น 3 ประเภทได้แก่
- น้ำมันหล่อลื่นสังเคราะห์ 100% (Fully Synthetic)
          น้ำมันหล่อลื่นสังเคราะห์ 100% ถือเป็นน้ำมันที่มีคุณสมบัติสูงที่สุดใน 3 ประเภท ผลิตจากน้ำมันหล่อลื่นที่สังเคราะห์จากน้ำมันปิโตรเลียม ช่วยเสริมสมรรถนะเครื่องยนต์ ทนความร้อนได้ดี ระเหยช้า มีอายุการใช้งานนานที่สุด (ระยะประมาณ 10,000-15,000 กม.) เหมาะกับ “รถใหม่หรือรถที่ใช้งานหนัก” ที่วิ่งมากกว่า 50 กม./วัน

- น้ำมันหล่อลื่นกึ่งสังเคราะห์ (Semi Synthetic) 
          คุณสมบัติของน้ำมันหล่อลื่นกึ่งสังเคราะห์ ถือเป็นตัวรองลงมาจากน้ำมันหล่อลื่นสังเคราะห์ ซึ่งผลิตจากน้ำมันหล่อลื่นธรรมดากับน้ำมันชนิดสังเคราะห์ ซึ่งน้ำมันหล่อลื่นแบบนี้จะมีอายุการใช้งานประมาณ 6 เดือน หรือ 7,000-10,000 กม. (อย่างใดอย่างหนึ่ง) เหมาะกับรถที่ใช้งานน้อย หรือ รถยนต์ที่วิ่งต่ำกว่า 50 กม./วัน

- น้ำมันหล่อลื่นธรรมดา (Mineral)
          น้ำมันหล่อลื่นธรรมดา มีราคาถูกที่สุดในท้องตลาด ผลิตจากน้ำมันหล่อลื่นที่กลั่นจากน้ำมันดิบ เหมาะกับ “รถเก่า” อย่างเช่นรถคลาสสิก หรือรถที่ไม่ค่อยได้ใช้งานที่จอดทิ้งไว้เป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากน้ำมันประเภทนี้มีระยะการใช้งานที่สั้น 3,000-5,000 กม.

2. ค่าความหนืดของน้ำมันหล่อลื่น
          หลังจากที่รู้แล้วว่าน้ำมันหล่อลื่นชนิดไหนให้อายุการใช้งานเท่าไหร่ ต่อมาก็ต้องเลือกค่าความหนืดของน้ำมันหล่อลื่น โดยตามหลักแล้ว “ค่าความหนืดสามารถดูได้จากข้างแกลลอน” ซึ่งรถแต่ละรุ่น แต่ละยี่ห้อจะต้องการค่าความหนืดที่แตกต่างกันออกไป ตามที่ระบุไว้ในคู่มือการใช้รถยี่ห้อนั้นๆ

          โดยค่าความหนืดของน้ำมันหล่อลื่นนั้นจะถูกทดสอบโดยสถาบัน สมาคมวิศวกรรมยานยนต์ หรือ SAE (SOCIETY OF AUTOMOTIVE ENGINEERS) โดยจะแบ่งเป็นตัวเลขชุดหน้า และชุดหลัง อักษร W

          เลขชุดหน้า หมายถึงค่าความหนืดของน้ำมันหล่อลื่นในอุณหภูมิต่ำ หรือติดลบ เช่น 5W หมายความว่า น้ำมันหล่อลื่นนี้มีค่าความหนืดอยู่ในเกรดที่ 5 ยิ่งตัวเลขน้อย ยิ่งทนความหนาวได้ดี แต่สำหรับภูมิอากาศแบบในประเทศไทย เราไม่จำเป็นต้องกังวลกับตัวเลขชุดนี้

          เลขชุดหลัง หมายถึงค่าความหนืดของน้ำมันหล่อลื่นในอุณหภูมิสูง เช่น 40 หมายความว่าน้ำมันหล่อลื่นนี้มีค่าความหนืดอยู่ในเกรด 40 หรือตัวเลขยิ่งมาก ความหนืดยิ่งเยอะ

3. คุณสมบัติของน้ำมันหล่อลื่น
          เมื่อเลือกประเภทของน้ำมันหล่อลื่น และค่าความหนืดที่เหมาะกับเครื่องยนต์ของรถคุณแล้ว สิ่งที่จะเป็นตัวชี้วัด คือคุณสมบัติพิเศษและเทคโนโลยีใส่เข้ามาในน้ำมันหล่อลื่นยี่ห้อนั้นๆ ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และปกป้องเครื่องยนต์ของคุณได้ดียิ่งขึ้นไปอีก ทั้งนี้การเลือกน้ำมันหล่อลื่นที่ดี ที่ตรงตามคุณสมบัติที่รถคุณต้องการ จะเป็นตัวช่วยให้รถของคุณมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเครื่องยนต์ ให้เครื่องยนต์กลับมาสมบูรณ์เหมือนใหม่ได้อีกครั้ง ซึ่งขึ้นอยู่กับการใช้งาน บางคนอาจใช้งานน้อย บางคนอาจใช้งานหนัก ก็ควรที่จะเลือกน้ำมันหล่อลื่นให้ถูกประเภท และค่าความหนืดให้ถูกต้องตามที่รถของคุณต้องการ

          หากลูกค้าไทร์บิดหายห่วงเลยครับ จอร์จ บริการช่วยเหลือประสานงาน และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญยางรถยนต์ได้ตลอดเวลาทำการฟรี หรือ สนใจเช็คราคานัดหมายติดต่อซื้อยางง่ายดายสุดๆ ผ่านทาง Line@ : @tiresbid ได้เลยครับ หากไม่สะดวกพิมพ์อยากคุยกันมากกว่า โทรมาเลย : 090-986-8762 คุยง่าย แนะนำดี ไม่ผิดหวัง วันนี้ก็ขอตัวแล้วครับโอกาสหน้าเรากลับมาเจอกันใหม่ครับ ส่งท้ายหากเพื่อนต้องการ ให้จัดหายาง สั่งยี่ห้อใดรุ่นใด ไซส์ใดเป็นพิเศษ สนใจแจ้งเข้ามาได้เลยครับ จอร์จและทีมงานยินดีให้บริการเต็มที่ ขอบคุณครับ

2.ติดต่อไทร์บิด
- โทร : 090-986-8762 / 090-958-7416       
- Line Official : @tiresbid │https://lin.ee/717tUdr
- Inbox : m.me/Tiresbidonline       
- เวลาทำการ : วันจันทร์ - วันเสาร์ 08.30 - 17.30 น. (หยุดวันอาทิตย์)
- YouTube : http://bit.ly/TiresbidYoutube   
- Facebook Tiresbid Group : http://bit.do/TiresbidGroup

5

สวัสดีครับ คุณผู้อ่านและคุณลูกค้าทุกท่าน จอร์จไทร์บิด ผู้เชี่ยวชาญยางรถยนต์ ยินดีต้อนรับครับ ช่วงเกร็ดความรู้ยานยนต์วันนี้ เคยแอบสงสัยเหมือนกันว่าเวลาช่างหรือใครๆ ที่พูดว่าเช็ก “ของเหลว” ในรถยนต์นั้นหมายถึงอะไร แล้วอยู่ตรงไหนบ้าง คงจะดีไม่น้อยถ้าเราสามารถเช็กของเหลวเองได้ แบบนี้ลองมารู้วิธีเช็กของเหลวในแต่จะจุดเลยดีกว่า เพราะแค่เปิดกระโปรงหน้ารถก็เจอแล้ว

น้ำฉีดกระจก
จะเป็นกระบอกสีขาวขุ่นอยู่ด้านซ้ายหรือขวา บางทีอาจจะเป็นแค่ท่อสีขาวขุ่นยื่นออกมาก็ได้ โดยที่ข้างกระบอกจะมีขีดแสดงระดับน้ำอยู่ หรือรุ่นที่มีแต่ท่อเมื่อเปิดฝาออกมา ด้านในที่ติดกับฝาจะมีแท่งวัดระดับน้ำอยู่สามารถสังเกตระดับน้ำที่เหลือจากแท่งวัดระดับ สำหรับน้ำฉีดกระจกเราสามารถเติมน้ำประปาได้เลย หรือผสมน้ำยาทำความสะอาดแบบเจือจางเข้าไปด้วยเพื่อเพิ่มความสะอาดขณะที่ก้านปัดน้ำฝนกำลังทำงานก็ได้เหมือนกัน

จุดสังเกต: ฝากระบอกจะมีสัญลักษณ์รูปน้ำบนกระจก

น้ำหม้อน้ำ
ปกติแล้วน้ำในหม้อน้ำจะไม่พร่องถ้าไม่มีรูรั่ว ซึ่งแผงหน้าหม้อน้ำจะขนานอยู่กับแนวกันชน มีฝาเปิดเห็นเด่นชัดแต่ห้ามเปิดขณะที่เครื่องยนต์ยังร้อนอยู่ หรือจะตรวจระดับน้ำจากหม้อพักก็ได้ ให้ไล่ตามสายที่พ่วงต่อจากบริเวณคอของหม้อน้ำไป จะเจอหม้อพักเป็นลักษณะเป็นสีขาวขุ่น ที่หม้อพักจะมีขีดแสดงระดับน้ำอยู่ สามารถเติมน้ำเพิ่มที่หม้อพักก็ได้เช่นกัน โดยทั่วไปหม้อน้ำสามารถเติมน้ำประปาได้หรือจะใช้น้ำยาหล่อเย็นก็จะช่วยรักษาระบบระบายความร้อนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

จุดสังเกต: ฝาหม้อพักจะมีสายต่อมาจากหม้อน้ำ

น้ำแบตเตอรี่
ของเหลวในรถอีกชนิดที่เราไม่ค่อยสังเกตกันสักเท่าไร เพราะถ้าไม่เสื่อมอายุจะไม่ค่อยพร่องเลย คือแบตเตอรี่นั่นเอง แต่ต้องเข้าใจก่อนว่าแบตเตอรี่นั้น มีอยู่ 3 แบบ คือแบตแห้งที่ไม่ต้องเติมน้ำกลั่นเลย แบตกึ่งแห้งเติมน้ำกลั่นบ้างโดยจะมีฝาเปิดเรียบไปกับตัวแบต และสุดท้ายแบตทั่วไป แบบนี้ต้องคอยเช็กน้ำกลั่นบ่อยๆ โดยด้านข้างตัวแบตจะมีเส้นวัดระดับน้ำกลั่นอยู่แล้ว ให้ใช้เฉพาะน้ำกลั่นเท่านั้น และเติมให้เท่ากันจนครบทุกรู

จุดสังเกต: ฝาของแบตเตอรี่แบบเติมน้ำกลั่นจะนูนขึ้นมา สามารถหมุนได้ด้วยมือเปล่า

น้ำมันเครื่อง
ทั่วไปจะเป็นก้านวัดสีเหลืองอยู่ใกล้ๆ กับเครื่องยนต์ วิธีเช็กให้ดึงก้านวัดออกมาเช็ดให้สะอาดแล้วเสียบกลับลงไป จากนั้นให้ดึงขึ้นมาอีกครั้ง ที่ปลายก้านวัดจะมีขีดแสดงระดับน้ำมัน ถ้าน้ำมันเครื่องติดอยู่ตรงระหว่างขีด Min และ Max ก็แปลว่ายังอยู่ในระดับปกติ

จุดสังเกต: ก้านวัดน้ำมันเครื่องจะยาวกว่าก้านวัดน้ำมันเกียร์

น้ำมันเกียร์
ก้านวัดน้ำมันเกียร์จะอยู่ต่ำกว่าเครื่องยนต์ วิธีเช็กระดับน้ำมันเกียร์ ควรสตาร์ทเครื่องยนต์ขณะเช็ก จากนั้นให้ดึงก้านวัดออกมาเช็ดให้สะอาดก่อน แล้วเสียบกลับลงไป จากนั้นให้ดึงขึ้นมาอีกครั้ง ที่ปลายก้านวัดจะมีขีดแสดงระดับน้ำมันบอกอยู่

จุดสังเกต: ก้านวัดน้ำมันเกียร์จะสั้นๆ และอยู่ด้านล่างของเครื่องยนต์ ต้องสังเกตให้ดี

น้ำมันพวงมาลัยพาวเวอร์
กระปุกจะมี 2 แบบ คือ แบบทึบและแบบใส ถ้าเป็นแบบทึบจะมีก้านวัดอยู่ที่ฝาด้านใน แต่ถ้าเป็นแบบใสจะมีขีดอยู่ที่ข้างกระปุก วิธีเช็กง่ายๆ คือ ดูว่าอยู่ในช่วงกลางระหว่าง Min – Max ในช่อง HOT
จุดสังเกต: ที่ฝาจะเป็นตัวอักษร ไม่มีสัญลักษณ์ใดๆ ปรากฏ

น้ำมันเบรก
วิธีหากระปุกน้ำมันเบรก ง่ายๆ เลยให้มองหากระปุกที่มีคำว่า MAX และ MIN อยู่ข้างกระปุกชัดเจน จากนั้นลองดูที่ฝาว่ามีสัญลักษณ์รูปเบรกหรือไม่ โดยปกติน้ำมันเบรกต้องอยู่ที่ระดับ MAX เสมอ หากพบว่าน้ำมันเบรกน้อยลงกว่าปกติอาจเกิดได้จาก 2 กรณีคือ ผ้าเบรกสึกหรือมีการรั่วของน้ำมันเบรก ถ้าไม่มั่นใจควรปรึกษาศูนย์บริการใกล้บ้าน

จุดสังเกต: ที่ฝาจะมีสัญลักษณ์รูปเบรกให้เห็นชัดเจน

New Group : TIRESBID-ONLINE ชวนเข้าร่วมกลุ่ม แชร์ประสบการณ์ & ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
ร่วมเลย : https://www.facebook.com/groups/tiresbidonline/

New Chat : Tiresbid Line Square ห้องแชทแห่งความลับ แชร์ถาม-ตอบ
เรื่องยางแบบส่วนตัว คลิกเลย : http://bit.ly/LINESQUARE-TIRESBID

New Channel : Tiresbid on YouTube ชวนมากด Like & Subscribe กันเยอะๆนะครับ 
คลิกเลย : http://bit.ly/TiresbidYoutube

          หากลูกค้าไทร์บิดหายห่วงเลยครับ จอร์จ บริการช่วยเหลือประสานงาน และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญยางรถยนต์ได้ตลอดเวลาทำการฟรี หรือ สนใจเช็คราคานัดหมายติดต่อซื้อยางง่ายดายสุดๆ ผ่านทาง Line@ : @tiresbid ได้เลยครับ หากไม่สะดวกพิมพ์อยากคุยกันมากกว่า โทรมาเลย : 090-986-8762 คุยง่าย แนะนำดี ไม่ผิดหวัง วันนี้ก็ขอตัวแล้วครับโอกาสหน้าเรากลับมาเจอกันใหม่ครับ ส่งท้ายหากเพื่อนต้องการ ให้จัดหายาง สั่งยี่ห้อใดรุ่นใด ไซส์ใดเป็นพิเศษ สนใจแจ้งเข้ามาได้เลยครับ จอร์จและทีมงานยินดีให้บริการเต็มที่ ขอบคุณครับ

2.ติดต่อไทร์บิด
- โทร : 090-986-8762 / 090-958-7416       
- Line Official : @tiresbid │https://lin.ee/717tUdr
- Inbox : m.me/Tiresbidonline       
- เวลาทำการ : วันจันทร์ - วันเสาร์ 08.30 - 17.30 น. (หยุดวันอาทิตย์)
- YouTube : http://bit.ly/TiresbidYoutube   
- Facebook Tiresbid Group : http://bit.do/TiresbidGroup

6

     สวัสดีครับ คุณผู้อ่านและคุณลูกค้าทุกท่าน จอร์จไทร์บิด ผู้เชี่ยวชาญยางรถยนต์ ยินดีต้อนรับครับ ช่วงเกร็ดความรู้ยานยนต์ หากพูดถึงอุปกรณ์ในรถยนต์ที่เราจำเป็นต้องหมั่นดูแลรักษา สังเกตอาการ การเสื่อมสภาพ นอกเหนือจากยางรถยนต์ และดวงไฟต่าง ๆ แล้วแบตเตอรี่ ก็เป็นอีกหนึ่งชิ้นส่วนที่คนใช้รถจะละเลยไม่ได้ เพราะนี่คือส่วนประกอบสำคัญในการเริ่มต้นใช้งานรถยนต์ ซึ่งหมายความว่าถ้าไม่มีแบตเตอรี่ รถก็สตาร์ตไม่ติดนั่นเอง

    แบตเตอรี่ คือชิ้นส่วนที่เป็นเสมือนที่เก็บพลังงานสำรองของรถยนต์ ทำหน้าที่จ่ายไฟฟ้าในการสตาร์ตเครื่องยนต์ รวมถึงระบบวงจรไฟฟ้าอื่น ๆ และผู้ใช้รถทุกคนน่าจะทราบกันดีว่าเจ้าแบตเตอรี่นั้นเป็นอุปกรณ์ที่มีอายุการใช้งาน เมื่อเริ่มพบอาการอย่างเช่น รถเริ่มสตาร์ตติดยาก, ดวงไฟต่าง ๆ ไม่สว่างเท่าเดิม, กระจกไฟฟ้าเลื่อนขึ้น-ลงช้ากว่าปกติ นั่นเป็นการส่งสัญญาณเตือนเราในเบื้องต้นแล้วว่า ใกล้ได้เวลาเปลี่ยนแบตเตอรี่ลูกใหม่แล้ว

          แล้วเราจะใช้แบตเตอรี่แบบไหนดี นั่นย่อมเป็นคำถามที่ผู้ใช้รถส่วนใหญ่อยากรู้ ซึ่งหากลองเดินไปถามที่ร้านจำหน่ายแบตเตอรี่ใกล้บ้านก็อาจจะได้คำตอบและข้อมูลเรื่องแบตเตอรี่จากผู้ขาย และรวมถึงน่าจะต้องเจอก็คือคำถามกลับมาพร้อมกันด้วยว่าต้องการใช้ แบตเตอรี่แห้ง หรือ แบตเตอรี่น้ำ

          แบตเตอรี่แห้ง หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า แบตฯ แห้ง และ แบตเตอรี่น้ำ หรือ แบตฯ น้ำ หรือ แบตฯ เปียก คือชนิดของแบตเตอรี่รถยนต์ที่มีจำหน่ายอยู่ทั่วไปในปัจจุบันนี้ โดยนอกจากทั้งสองแบบนี้แล้ว ยังมีแบตเตอรี่อีก 2 ชนิดที่เรียกว่า แบตเตอรี่กึ่งแห้ง และ แบตเตอรี่ไฮบริด อีกด้วย ซึ่งแบตเตอรี่แต่ละชนิดแต่ละแบบ ก็จะมีลักษณะการใช้งานและคุณสมบัติที่แตกต่างกันไป

แบตเตอรี่รถยนต์ทั้ง 4 ชนิดแตกต่างกันอย่างไร
1. แบตเตอรี่น้ำ หรือ แบตเตอรี่ธรรมดา คือแบตเตอรี่ชนิดตะกั่วกรด ส่วนผสมภายในแบตเตอรี่นั้นประกอบด้วยโลหะผสมระหว่างตะกั่วกับพลวง แบตเตอรี่ชนิดน้ำนั้นเหมาะสำหรับคนที่มีเวลาในการดูแลรถพอสมควร เพราะต้องหมั่นตรวจสอบระดับน้ำกลั่นและคอยเติมอยู่สม่ำเสมอ เพื่อให้แบตเตอรี่น้ำนั้นอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานตลอดเวลา
          ข้อดี : มีความทนทานต่อการปะจุไฟเกินและคายประจุ มีอายุที่ใช้งานค่อนข้างนาน และที่สำคัญราคาถูก
          ข้อเสีย :  ต้องคอยตรวจสอบระดับน้ำกลั่นก่อนการใช้งานอยู่เสมอ อาจจะสัปดาห์ละครั้งขึ้นอยู่กับการใช้งาน และหากมีการเคลื่อนย้ายตัวแบตเตอรี่ต้องระมัดระวังสารละลายที่อาจรั่วไหลออกมาได้

2. แบตเตอรี่กึ่งแห้ง หรือ แบต MF เป็นแบตเตอรี่ที่ยังมีรูให้สามารถเติมน้ำกลั่นได้ แบตเตอรี่กึ่งแห้งนั้น เป็นแบตเตอรี่ที่ยังต้องดูแลอยู่เสมอ แต่อาจไม่ต้องดูแลบ่อยเท่ากับแบตเตอรี่น้ำ โดยหมั่นตรวจสอบระดับน้ำกลั่นปีละ 1-2 ครั้งเท่านั้น เนื่องจากน้ำกรดภายในแบตเตอรี่กึ่งแห้งนั้นจะเข้มข้นกว่าน้ำกรดในแบตเตอรี่ชนิดน้ำมาก ทำให้ระเหยได้ช้ากว่า
          ข้อดี : ไม่ต้องตรวจเช็กหรือคอยเติมน้ำกลั่นบ่อยเหมือนกับแบตเตอรี่น้ำ เพราะภายในแบตเตอรี่มีการป้องกันการระเหยของน้ำกลั่นที่แน่นหนาพอสมควร
          ข้อเสีย : แม้จะไม่ต้องเติมน้ำกลั่นบ่อยแต่ก็ต้องหมั่นตรวจเช็กอยู่สม่ำเสมอ อายุการใช้งานอาจไม่นานเท่าแบตเตอรี่น้ำ

3. แบตเตอรี่แห้ง เป็นแบตเตอรี่ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากแบตเตอรี่แห้งนั้นไม่จำเป็นต้องดูแลอะไรเลย อาจจะเหมาะกับคนในยุคปัจจุบันเพราะไม่ต้องคอยเติมน้ำกลั่น และแบตเตอรี่แห้งนั้นสามารถปล่อยทิ้งไว้ในสภาพไม่มีประจุไฟได้นานกว่าแบตเตอรี่ธรรมดาโดยไม่ต้องชาร์จไฟเพื่อกระตุ้นแบตฯ
          ข้อดี : เหมาะกับผู้ที่ไม่ค่อยมีเวลาในการดูแลรถยนต์ ไม่ต้องตรวจเช็กบ่อย ๆ ไม่ต้องเติมน้ำกลั่น แบตเตอรี่ไม่หมด แม้ไม่ได้ใช้รถเป็นเวลานาน
          ข้อเสีย : มีราคาที่ค่อนข้างสูงกว่าแบตเตอรี่น้ำ และ แบตเตอรี่กึ่งแห้ง และที่ตัวแบตเตอรี่จะมีรูระบายอากาศ (รูหายใจ) ที่ค่อนข้างเล็กซึ่งอาจอุดตันได้ง่ายและส่งผลให้เกิดปัญหาแรงดันภายในแบตเตอรี่ได้อีกด้วย

4. แบตเตอรี่ไฮบริด คือ แบตเตอรี่ที่ได้รับการพัฒนามาจากแบตเตอรี่น้ำ ภายในตัวแบตเตอรี่นั้นจะประกอบด้วยโลหะผสมระหว่างตะกั่วกับแคลเซียมเฉพาะแผ่นธาตุลบ เพื่อเป็นการแก้ไขข้อเสียของแบตเตอรี่น้ำที่มีการระเหยของน้ำกลั่นที่สูงมาก ซึ่งแบตเตอรี่ไฮบริดนี้ จะมีอัตราการระเหยของน้ำกลั่นน้อยกว่าแบตเตอรี่รุ่นธรรมดามาก แบตเตอรี่ไฮบริดมักใช้กับรถที่ใช้งานหนัก ๆ เช่น รถบรรทุก รถโดยสาร หรือ รถรับจ้าง เป็นต้น
          ข้อดี : มีการระเหยของน้ำกลั่นน้อยกว่าแบตเตอรี่รุ่นธรรมดามาก ทำให้สามารถใช้งานได้อย่างยาวนาน
          ข้อเสีย : มีราคาที่สูงมาก มักใช้กับรถขนาดใหญ่

           คำถามที่ผู้ใช้รถหลายคนคงต้องเคยเจอเมื่อถึงเวลาเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ จะเลือกแบบไหนดี แบตเตอรี่แห้ง หรือ แบตเตอรี่น้ำ แตกต่างกันอย่างไร แล้วที่จริงแบตเตอรี่รถยนต์มีให้เลือกกี่ชนิด

แล้วแบตเตอรี่รถยนต์แบบไหนดีที่สุด ?
          แบตเตอรี่แต่ละชนิดต่างก็มีข้อดี-ข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งคงต้องขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ใช้รถแล้วว่าจะเลือกใช้แบบไหนดี หากต้องการแบตเตอรี่ที่ทนทาน ราคาถูก แบตเตอรี่น้ำ ดูจะตอบโจทย์ข้อนี้ที่สุด แต่ต้องแลกกับการที่เราต้องหมั่นตรวจสอบดูแลระดับน้ำกลั่นเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ ส่วนใครที่สตาร์ตรถแล้วขับออกไปทำงานทันที ไม่มีเวลาจะมาตรวจเช็กอะไรบ่อย ๆ และไม่เกี่ยงเรื่องราคา แบตเตอรี่แบบแห้ง เหมาะกับคุณมากที่สุด ไม่ต้องเติมน้ำกลั่น ไฟไม่หมดแม้ไม่ค่อยได้ใช้รถ แต่อาจจะต้องเสียเงินมากขึ้นอีกหน่อยเพื่อแลกกับความสบาย อย่างไรก็ตามผู้ใช้รถก็ควรศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมหรือสอบถามจากผู้รู้ว่ารถของแต่ละท่านเหมาะสำหรับแบตเตอรี่แบบไหนต่อไป

          หากลูกค้าไทร์บิดหายห่วงเลยครับ จอร์จ บริการช่วยเหลือประสานงาน และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญยางรถยนต์ได้ตลอดเวลาทำการฟรี หรือ สนใจเช็คราคานัดหมายติดต่อซื้อยางง่ายดายสุดๆ ผ่านทาง Line@ : @tiresbid ได้เลยครับ หากไม่สะดวกพิมพ์อยากคุยกันมากกว่า โทรมาเลย : 090-986-8762 คุยง่าย แนะนำดี ไม่ผิดหวัง วันนี้ก็ขอตัวแล้วครับโอกาสหน้าเรากลับมาเจอกันใหม่ครับ ส่งท้ายหากเพื่อนต้องการ ให้จัดหายาง สั่งยี่ห้อใดรุ่นใด ไซส์ใดเป็นพิเศษ สนใจแจ้งเข้ามาได้เลยครับ จอร์จและทีมงานยินดีให้บริการเต็มที่ ขอบคุณครับ

2.ติดต่อไทร์บิด
- โทร : 090-986-8762 / 090-958-7416       
- Line Official : @tiresbid │https://lin.ee/717tUdr
- Inbox : m.me/Tiresbidonline       
- เวลาทำการ : วันจันทร์ - วันเสาร์ 08.30 - 17.30 น. (หยุดวันอาทิตย์)
- YouTube : http://bit.ly/TiresbidYoutube   
- Facebook Tiresbid Group : http://bit.do/TiresbidGroup

7

สวัสดีครับ คุณผู้อ่านและคุณลูกค้าทุกท่าน จอร์จไทร์บิด ผู้เชี่ยวชาญยางรถยนต์ ยินดีต้อนรับครับ กลับมาพบกับมุมสาระดีๆ ในช่วงเกร็ดความรู้ยานยนต์อีกครั้งครับ สำหรับวันนี้ ทาง จอร์จ จะพาเพื่อนๆ มารู้จักกับการเสริม Specer รองล้อ กันครับ ซึ่งมีเพื่อนๆ ถามเข้ามาเยอะมากๆ ว่ามัน คือ อะไร ใส่แล้วดีไหม ควรใส่ยังไงดี วันนี้จอร์จพยายามรวบรวมข้อมูลเพื่อให้เพื่อนๆ ที่เป็นสาวกสายย่อ ชอบทำให้รถเตี้ยๆ ตีโป่งกว้างๆ และต้องการล้อออฟเซตลึกๆ แต่บางครั้งล้อลึกๆ นั้น หายากเหลือเกิน และราคาของมันก็สูงจนสู้ไม่ไหวอีกด้วย ทำให้ตัวเลือกการเสริม Spacer กลายเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่เพื่อนๆ หลายคน เลือกที่จะทำให้ช่วงล่างดูเต็ม มีฟิตเม้นท์ที่ลงตัวมากขึ้นนั่นเองครับ

    นอกจากคำถามที่ผมกล่าวไปข้างต้น ก็มักจะมีอีกคำถามที่พบบ่อยมากๆ ว่า Spacer กับ Adapter ควรใช้แบบไหน ก่อนอื่น...ต้องอธิบายก่อนว่า Adpater มันก็เป็นชนิดหนึ่งของ Spacer เช่นกัน เราจะมาพูดถึงมันอีกครั้ง ในช่วงท้ายๆ นะครับ อย่างที่บอกไปว่าสาระสำคัญของ Spacer ก็เพื่อเพิ่มระยะของฐานล้อด้านข้าง และแน่นนอนครับ ช่วงล่างของรถที่ถูกออกแบบมาให้รองรับกับระยะล้อตามที่โรงงานกำหนด การที่ไปเพื่มเติมแต่ง ก็อาจจะมีผลอยู่แล้วไม่มากก็น้อย ซึ่งหากให้แนะนำขนาดของ Spacer ที่เหมาะสมนั้น ก็ควรจะอยู่ไม่เกิน 5-8 มิลลิเมตร ซึ่งหากเกินกว่านั้น ข้อเสียที่จะผุดขึ้นมา อันแรกเลยก็คือ ประสิทธิภาพในการรองรับแรงสั่นสะเทือน

    อาจทำได้ไม่ดีเหมือนสแตนดาร์ด และหากเสริมที่ขนาดที่มาก 20 มิลลิเมตร อันนี้ปัญหาเรื่องการ ประสิทธิภาพในการรองรับน้ำหนังจะเปลี่ยนไป ทำให้ช่วงล่างโดยเฉพาะดุมล้อต้องรับภาระมากขึ้น และปัญหาต่อมาคือ ความยาวของน็อตล้อที่เหลือเกียวน้อยเกินไป ทำให้ขันน็อคได้น้อยกว่าเดิม ซึ่งอาจเกิดผลเสียใหญ่หลวงตามมาภายหลัง แต่ด้วยข้อเสียที่กล่าวไป ทำให้เพื่อนๆ ต้องกลับมาหาจุดประสงค์ของเพื่อนๆ ก่อนว่า “ต้องการความยาวขาดไหน” แล้วจัดการเลือก Spacer ที่เหมาะสม ซึ่ง Spacer จะมี 3 แบบหลักๆ ที่ให้เพื่อนได้เลือกใช้ตามความต้องการ

แผ่น Spacer / Spacer Plate
แบบนี้จะมีให้เห็นกันอย่างทั่วไปตามท้องตลาด หรือตามร้านประดับยนต์ ซึ่งส่วนใหญ่จะผลิตมาจาก Alluminium Alloy ขึ้นรูปเพื่อให้รองรับดุมล้อของรถทุกรุ่น ซึ่งขนาดนั้น จะไล่ขึ้นไปจาก 3 มม. ไปจนถึง 10 มม. การติดตั้งของแผ่น Spacer แบบนี้ สามารถทำได้ง่ายๆ เพียงแค่รองไปดุมล้อก่อนที่จะใส่ล้อเท่านั้นเอง

แผ่น Spacer แบบมีปลอกกันสะเทือน / Spacer Plate with Hub Cone
สเปเซอร์ แบบนี้ จะพบเห็นได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากขนาดของมันจะไม่ใช้ขนาดที่ใช้กันโดยทั่วไป ส่วนใหญ่จะพบที่ 20 มม. ซึ่งจำเป็นต้องสั่งทำ อย่างที่กล่าวว่าหากเสริมออกมามากกว่า 8 มม. อาจส่งผลกระทบต่อระบบกันสะเทือน ทำให้จำเป็นต้องมี Hub Cone ที่ตรงกลาง เพื่อลดแรงสั่นสะเทือนนั่นเองครับ

Adapter
มาถึงพระเอกของเรา ที่เพื่อนๆ หลายๆ คน เลือกที่จะใส่เจ้าตัวนี้ เพราะด้วยออพชั่นของมันที่สามารถแปลงรู PCD ได้ด้วย นอกจากนี้มันยังลดข้อเสียของการเสริม Spacer ที่อาจมีปัญหาเรื่องความยาวของน็อตล้อ แต่พอเปลี่ยนมาใช้อแดปเตอร์ ที่ตัวแดปเตอร์จะมีน็อตล้ออีกชุด ทำให้หมดปัญหาในเรื่องของความยาว
 
          ทั้งหมดที่กล่าวมา เป็นเกร็ดความรู้เกี่ยวกับรถยนต์ที่ทาง Tiresbid Blog ยินดีนำเสนอ ซึ่งในครั้งหน้า จอร์จ จะมีเรื่องใดมาให้ความรู้อีกนั้น ต้องรอติดตามชมกันให้ดีครับ

          หากลูกค้าไทร์บิดหายห่วงเลยครับ จอร์จ บริการช่วยเหลือประสานงาน และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญยางรถยนต์ได้ตลอดเวลาทำการฟรี หรือ สนใจเช็คราคานัดหมายติดต่อซื้อยางง่ายดายสุดๆ ผ่านทาง Line@ : @tiresbid ได้เลยครับ หากไม่สะดวกพิมพ์อยากคุยกันมากกว่า โทรมาเลย : 090-986-8762 คุยง่าย แนะนำดี ไม่ผิดหวัง วันนี้ก็ขอตัวแล้วครับโอกาสหน้าเรากลับมาเจอกันใหม่ครับ ส่งท้ายหากเพื่อนต้องการ ให้จัดหายาง สั่งยี่ห้อใดรุ่นใด ไซส์ใดเป็นพิเศษ สนใจแจ้งเข้ามาได้เลยครับ จอร์จและทีมงานยินดีให้บริการเต็มที่ ขอบคุณครับ

2.ติดต่อไทร์บิด
- โทร : 090-986-8762 / 090-958-7416     
- Line Official : @tiresbid │https://lin.ee/717tUdr
- Inbox : m.me/Tiresbidonline                 
- เวลาทำการ : วันจันทร์ - วันเสาร์ 08.30 - 17.30 น. (หยุดวันอาทิตย์)
- YouTube : http://bit.ly/TiresbidYoutube
- Facebook Tiresbid Group : http://bit.do/TiresbidGroup

8

          สวัสดีครับ คุณผู้อ่านและคุณลูกค้าทุกท่าน จอร์จไทร์บิด ผู้เชี่ยวชาญยางรถยนต์ ยินดีต้อนรับครับ พบกันอีกเช่นเคยต่อเนื่องเลยครับ เกร็ดความรู้ยานยนต์ คงหนีไม่พ้นเรื่องรถยนต์กันอีกแน่นอน แต่ถ้าจะพูดกับเรื่องการทำงานของเครื่องยนต์ เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายๆ คนก็คงเข้าใจหลักการทำงานอย่างคร่าวๆ กันบ้างแล้ว เกี่ยวกับจังหวะของการ ดูด - อัด - ระเบิด - คาย ที่เป็นพื้นฐานของเครื่องยนต์ทุกประเภทบนโลกใบนี้

    ซึ่งในวันนี้ สิ่งที่เราจะนำมาเปรียบเทียบกัน คือ วาล์วไอดี และวาล์วไอเสีย นั่นเองครับ หากไม่นับเครื่องยนต์ Rotary แล้ว เครื่องยนต์แบบลูกสูบทั่วไป จะมีการออกแบบวาล์วไอดี - ไอเสีย ด้วยขนาดที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับกำลังอัดของแต่ละเครื่องยนต์ แต่ทว่าสิ่งหนึ่งที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดก็คือ จำนวนของวาล์ว ที่มันทั้ง 4 วาล์ว/สูบ และ 2 วาล์ว/สูบ ซึ่งในปัจจุบันนั้น เราจะไม่ค่อยเห็นเครื่องยนต์แบบ 2 วาล์ว/สูบ กันแล้ว ซึ่งจะเป็นเพราะสาเหตุอันได ไปหาคำตอบพร้อมๆ กันได้เลยครับ

    วันนี้อย่างที่บอกไป เราจะมาหาคำตอบกันครับว่า ทำไมเครื่องยนต์ 4 วาล์ว/สูบ ถึงเข้ามาแทนที่เครื่องยนต์ 2 วาล์ว/สูบ ได้อย่างไร้ที่ติ ซึ่งต้องบอกเลยว่า ขนาดของวาล์นั้น มันจะแตกต่างกันออกไปตามซีรีย์ของเครื่องยนต์นั้นๆ ทำให้การเปรียบเทียบ อาจจะไม่ค่อยตรงเท่าไหร่ จอร์จ จึงขอกำหนดขนาดของวาล์ที่จะเปรียบเทียบวันนี้ เพี่อที่จะได้เห็นกันอย่างชัดเจนถึงความแตกต่างครับ

    โดยที่เราจะกำหนดให้วาล์วแต่ละวาล์ว เมื่อเปิดสุดจะอยู่ที่ 5 มม. ฉะนั้นสูตรที่เราจะนำมาคิดคือ  พื้นที่เท่ากับ เส้นรอบวง x ความสูงของระยะยกวาล์ว หรือพื้นที่เท่ากับ 3.14 (ไพน์) x เส้นผ่ายศูนย์กลาง x ระยะยกของวาล์ว โดยตัวเลขที่เราจะคิดกันในวันนี้ เพื่อให้เพื่อนๆ เข้าใจง่ายที่สุด เราจะใช้สูตร πDH โดยที่จะเริ่มที่แบบ 4 วาล์ว/สูบ จะได้ตามสูตรเป็น 2 πDH หรือคิดง่ายๆ ว่า 2 x π x 30 x 5 จะได้เท่ากับ 300 มม. แต่เมื่อใช้สูตรเดียวกันเทียบกับ 2 วาล์ว/สูบ จะได้เป็น  π x 43 x 5 จะได้เท่ากับ 215 มม. ซึ่งห่างจากแบบ 4 วาล์ว/สูบ ถึง 40%

    เราจะกำหยดระยะยกเท่ากันกับวาล์วไอดี คือ อยู่ที่ 5 มม. ฉะนั้นสูตรที่นำมาคิดจะเหมือนกัน คือ หากเป็น 4 วาล์ว/สูบ จะเป็น 2 x  π x 25 x 5 จะเท่ากับ 250 มม. และหากเป็นแบบ 2 วาล์ว/สูบ จะเป็น   π x 30 x 5 จะเท่ากัเพียง 150 มม. เท่านั้น นั่นหมายความว่าเครื่องยนต์แบบ 4 วาล์ว/สูบ สามารถระบายไอเสียได้ดีกว่าถึง 67% เลยทีเดียวครับ

    ด้วยข้อมมูลที่กล่าวมาข้างต้น หากจะทำให้เครื่องยนต์ 2 วาล์ว/สูบ ให้ประสิทธิภาพได้ใกล้เคียงกับเครื่องยนต์แบบ 4 วาล์ว/สูบ คงจะต้องมีแต่ขยายขนาดของวาล์ว ซึ่งบอกเลยว่า...ทำได้ยากทีเดียว ต่อให้ขยายใหญ่ขนาดไหน บางทีก็ไม่สามารถเทียบแบบ 4 วาล์ว/สูบ ได้เลยครับ สำหรับวันนี้ทางทีมงานต้องลากันไปแล้ว ครั้งหน้าจะเป็นความรู้ดีๆ เรื่องอะไร อย่าลืมติดตามกันได้ที่ Tiresbid Blog นะครับ

          หากลูกค้าไทร์บิดหายห่วงเลยครับ จอร์จ บริการช่วยเหลือประสานงาน และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญยางรถยนต์ได้ตลอดเวลาทำการฟรี หรือ สนใจเช็คราคานัดหมายติดต่อซื้อยางง่ายดายสุดๆ ผ่านทาง Line@ : @tiresbid ได้เลยครับ หากไม่สะดวกพิมพ์อยากคุยกันมากกว่า โทรมาเลย : 090-986-8762 คุยง่าย แนะนำดี ไม่ผิดหวัง วันนี้ก็ขอตัวแล้วครับโอกาสหน้าเรากลับมาเจอกันใหม่ครับ ส่งท้ายหากเพื่อนต้องการ ให้จัดหายาง สั่งยี่ห้อใดรุ่นใด ไซส์ใดเป็นพิเศษ สนใจแจ้งเข้ามาได้เลยครับ จอร์จและทีมงานยินดีให้บริการเต็มที่ ขอบคุณครับ

2.ติดต่อไทร์บิด
- โทร : 090-986-8762 / 090-958-7416     
- Line Official : @tiresbid │https://lin.ee/717tUdr
- Inbox : m.me/Tiresbidonline                 
- เวลาทำการ : วันจันทร์ - วันเสาร์ 08.30 - 17.30 น. (หยุดวันอาทิตย์)
- YouTube : http://bit.ly/TiresbidYoutube
- Facebook Tiresbid Group : http://bit.do/TiresbidGroup

9

          สวัสดีครับ คุณผู้อ่านและคุณลูกค้าทุกท่าน จอร์จไทร์บิด ผู้เชี่ยวชาญยางรถยนต์ ยินดีต้อนรับครับ พบกับช่วงเกร็ดความรู้ยานยนต์กันอีกครั้ง กับคอลัมน์ความรู้เรื่องรถ หลังจากที่ จอร์จ เคยอธิบายเรื่อง Downforce ไปกับเพื่อนๆ รวมไปถึงชิ้นส่วนต่างๆ ที่ช่วยเสริมสร้างเจ้าแรงกดมหัศจรรย์ ไม่ว่าจะเป็น ลิ้นหน้า คานาร์ด หรือรวมไปถึงหางหลังแบบ GT wing ซึ่งทั้งหมดนั้นล้วนแล้วแต่สามารถสร้างแรงกดให้รถเพื่อนๆ ได้เป็นอย่างดี แต่มีอีกชิ้นหนึ่งที่มีเพื่อนๆ ได้ถามถึง กับเจ้าครีบเล็กๆ ที่อยู่บนหลังคา หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า Vortex Generator นั่นเองครับ

    เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนหลังจากเห็นภาพแล้ว มองเผินๆ มันก็เป็นครีบแหลมธรรมดาๆ ที่ใส่แล้วก็สามารถทำให้หล่อขึ้นมาได้เหมือนกัน เพราะดูดุดันเหมือนครีบฉลามหรือกรงเล็บ แต่หากรู้จักประโยชน์ของมัน จะรู้ว่าไม่ได้ทำมาเล่นๆ เลย โดยส่วนมากจะใส่ตรงปลายหลังคาของรถซีดานเป็นส่วนใหญ่ หากลองนึกย้อนไปเมื่อซัก 10 กว่าปีที่แล้ว เราจะคุ้นตาเจ้าครีบนี่เป็นจาก Mitsubishi Evolution เป็นหลักนั่นเอง ส่วนใครจะเริ่มใช้ก่อนใครผมจะไม่ขอพูดถึงประวัติความเป็นมานะครับ แต่จะขออธิบายหลักการทำงานของมันแล้วกันนะครับ

    เจ้า Vortex Generator นั้น ทำงานโดยอิงจากหลักอากาศพลศาตร์ที่เบสิกที่สุด นั่นคือ สิ่งที่เรียกว่า Boundary Layer หรือกฎของการไหลของอากาศ ที่ค้นพบว่ากระแสลมใกล้ผิวตัวถังจะไหลช้ากว่าส่วนที่อยู่ห่างออกไป โดยเมื่อเจอกับพื้นผิวรถยนต์ที่มีพื้นผิวเป็นส่วนโค้งเว้าอย่างเลี่ยงไมได้ ขัดกับการเดินทางของอากาศ ทำให้ลมไม่ไหลลาดไปตามพื้นผิวอย่าง 100% ซึ่งจะเกิดปรากฎการณ์ Separated คือ การที่อากาศไม่ใหลไปตามผิวของวัสดุ แต่จะวิ่งปลิวลอยไป ทำให้อากาศจากหลังคาลาดเข้าไปยัง Wing หลังไม่มากพอ ผลที่ตามมาคือ Downforce ที่ล้อหลังไม่สามารถเกิดขึ้นได้แบบเต็มที่

    Vortex Generator บนหลังคานั้น จะเข้าไปทำให้อากาศส่วนดังกล่าว เกิดการเปลี่ยนทิศทางและไหลลงตามความลาดพื้นผิวของตัวรถได้อย่างเต็มที่ และนอกจากนั้นของแถมที่ได้จากการทำแบบนี้คือ เมื่ออากาศที่ไหลเข้าไปชนกับ Vortex Generator จะเกิดการหมุนของอากาศอีกด้วย ซึ่งการหมุนนี้จะดูดอากาศที่ไหลอยู่รอบๆ เข้ามารวมกับกระแสลมที่กำลังไหล ส่งผลให้มีอากาศที่เข้าไปปะทะกับ Wing หลังมากกว่าเดิม และเมื่ออากาศเข้าปะทะกับ Wing มากกว่าเดิม ก็หมายถึง Downforce ที่ล้อหลังถูกเพิ่มขึ้น ทำให้รถมีอัตราการยึดเกาะที่ดีกว่าเดิมนั่นเองครับ แต่จะเห็นผลชัดๆ ที่ความเร็วสูงประมาณ 200 กม./ชม. ขึ้นไปครับ

    เมื่อพูดอย่างสรุปก็คือ เจ้า Vortex Generator ก็เหมือนเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้อากาศไหลเข้าไปปะทะกับ Spoiler หลังได้มากขึ้นนั่นเองครับ แต่นอกจากติดตั้งบนหลังคาแล้ว ยังมีการติดตั้งบนส่วนอื่นๆ ในรถแข่งด้วย แต่รถบ้านๆ อย่างเราคงไม่จำเป็นเท่าไหร่ครับ เพราะคงไม่ได้ใช้ความเร็วสูงปรี๊ด หรือต้องการทำเวลาเร่งด่วนระดับนั้น ก็เป็นอันจบกับเกร็ดเล็กน้อยๆ ของ Vortex Generator ที่ทางทีมงานนำมาฝากเพื่อนๆในวันนี้ ครั้งหน้าจะเป็นความรู้เกี่ยวกับอะไร อย่าลืมติดตามกันได้ที่ TIRESBID Blog นะครับ

          หากลูกค้าไทร์บิดหายห่วงเลยครับ จอร์จ บริการช่วยเหลือประสานงาน และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญยางรถยนต์ได้ตลอดเวลาทำการฟรี หรือ สนใจเช็คราคานัดหมายติดต่อซื้อยางง่ายดายสุดๆ ผ่านทาง Line@ : @tiresbid ได้เลยครับ หากไม่สะดวกพิมพ์อยากคุยกันมากกว่า โทรมาเลย : 090-986-8762 คุยง่าย แนะนำดี ไม่ผิดหวัง วันนี้ก็ขอตัวแล้วครับโอกาสหน้าเรากลับมาเจอกันใหม่ครับ ส่งท้ายหากเพื่อนต้องการ ให้จัดหายาง สั่งยี่ห้อใดรุ่นใด ไซส์ใดเป็นพิเศษ สนใจแจ้งเข้ามาได้เลยครับ จอร์จและทีมงานยินดีให้บริการเต็มที่ ขอบคุณครับ

2.ติดต่อไทร์บิด
- โทร : 090-986-8762 / 090-958-7416
- Line Official : @tiresbid │https://lin.ee/717tUdr
- Inbox : m.me/Tiresbidonline
- เวลาทำการ : วันจันทร์ - วันเสาร์ 08.30 - 17.30 น. (หยุดวันอาทิตย์)
- YouTube : http://bit.ly/TiresbidYoutube
- Facebook Tiresbid Group : http://bit.do/TiresbidGroup

10

สวัสดีครับ คุณผู้อ่านและคุณลูกค้าทุกท่าน จอร์จไทร์บิด ผู้เชี่ยวชาญยางรถยนต์ ยินดีต้อนรับครับ ช่วงเกร็ดความรู้ยานยนต์วันนี้ จอร์จ แจ้งก่อนเลยว่า “ ทางไทร์บิด ไม่มีให้บริการจัดจำหน่ายล้อแม็กนะครับ “ เพียงแต่จะมาแนะนำเล่าสู่กันฟังอันเป็นประโยชน์แก่เพื่อนๆทุกท่านกันเท่านั้นครับผม เรามาเริ่มกันเลย

    หลังจากถอยรถออกจากโชว์รูมมา ของแต่งชิ้นแรกๆ ที่เพื่อนๆ นึกถึงก็คงจะหนีไม่พ้น “ ล้อสวยๆ กับยางดี ๆ” สักชุด ถ้าเลือกลายได้ลงตัวกับตัวรถอีกล่ะก็ รถของเพื่อนๆ จะมีความหล่ออย่างที่ไม่ต้องลงทุนอะไรมากมาย บวกกับยางคุณภาพเยี่ยมที่ช่วยให้ขับหนึบขึ้นทันตาเห็น จะมีเหตุผลอะไรที่จะไม่เปลี่ยนล้อกันล่ะครับ แต่อย่างไรก็ตามการเลือกล้อนั้น ไม่ใช่ว่าจะเดินเข้าไปร้าน แล้วจิ้มลายที่ถูกใจได้เลย ซึ่งวันนี้ทางคอลัมน์ความรู้เรื่องรถ จะมาแนะนำเพื่อนๆ ว่าจะเลือกล้อสักวงนั้น ต้องดูอะไรกันบ้าง

    ปัจจุบันนั้นน่าตกใจมาก เพราะเพื่อนๆ ส่วนใหญ่มักจะเลือกเอาลายล้อที่ถูกใจมากกว่าคุณภาพ และผลลัพธ์ที่ได้ ซึ่งการเปลี่ยนแม็กนั้น ต้องขอเน้นย้ำว่า...ถึงจะเป็นของแต่งที่ไม่ได้แพงอะไรมากมายแต่มันก็เป็นส่วนที่เราต้องคำนึงถึงมากที่สุด เนื่องจากมันเป็นเพียงชิ้นส่วนเดียวที่สัมผัสกับพื้นถนน และเป็นสิ่งสุดท้ายที่ทำให้รถเคลือนที่ได้ ฉะนั้นการใส่ใจกับการเลือกนั้นก็เป็นสิ่งสำคัญ ทั้งเลือก Spec ของแม็กและยาง โดยเรามาเริ่มกันที่ล้อแม็กกันก่อนครับ

ล้อแม็ก
          ก่อนที่เพื่อนๆ จะเปิดหน้าเว็บไซต์ เพื่อหาลายแม็กที่ชอบ ให้เพื่อนๆ กลับมาดูล้อของตัวเองเสียก่อนครับว่ามี “ขนาด” เท่าไหร่ โดยเริ่มจากดูจากขนาดยางที่รัดอยู่กับล้อ เช่น ยางขนาด 175/65/15 นั่นก็หมายถึงเพื่อนๆ มีล้อที่หน้ากว้าง 175 มม. ขอบ 15 นิ้ว นั่นเองครับ ต่อไปก็ดูจำนวนน๊อตยึดและขนาดของ Bolt Circle Diameter (BCD) หรือที่คุ้นหูว่า Pitch Circle Diameter (PCD) ซึ่งในส่วนนี้อาจจะต้องพึ่งคู่มือรถสักหน่อย เพราะรถบางคันนั้น มีขนาดของรูที่เฉพาะตัวเช่นพวก PCD = 114.3 เป็นต้น หลังจากเพื่อนๆ ทราบถึง Spec ล้อของเพื่อนๆ แล้ว ทีนี้ก็หาลายที่ชอบใจได้เลยครับ

การเลือกล้อแม็ก
          หลังจากที่เพื่อนได้ลวดลายที่ถูกใจวัยรุ่นแล้ว ก็มาดู Spec กันต่อ เช่น ล้อเดิมของเพื่อนๆมีขนาด 16’’ หน้ากว้าง 175 มม. แต่อยากได้ล้อขอบ 17’’ หน้ากว้าง 8 นิ้ว จะต้องทำอย่างไร แล้วจะได้ความสูงเท่าเดิมไหม แล้วความนิ่มนวลจะเปลี่ยนแปลงไหม เรามีสูตรคำนวนกันอย่างง่ายๆ ครับ โดยที่เทียบกันกับของเดิม โดยมีสูตรคิดง่ายๆ คือ หน้ากว้าง X แก้มยาง หารด้วย 100 เมื่อได้ผลลัพธ์แล้วหารด้วย 25.4 ต่อจากนั้น X 2 (เพราะคิดค่าที่หน้ายางบน-ล่าง) จบด้วย + กับขอบล้อ” โดยที่สามารถเทียบผลลัพธ์ที่ได้กับล้อที่จะเปลี่ยน โดยให้ตัวเลขใกล้เคียงกันมากที่สุด ตัวอย่างการคำนวน เช่น

ขนาดล้อเดิม
175/65/16 = (175 X .65) /25.4) X 2)+16 = 24.95
ขนาดล้อใหม่
205/45/17 =  (205 X .45) /25.4) X 2) +17 = 24.26
หรือ
205/55/17 =   (205 X .55) /25.4) X 2)+17 = 25.87
**ถ้าเลือกควรเลือกให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงผลเดิมมากที่สุด**

    นอกจากนี้การเลือกหน้ากว้างของแม็กที่มากเกินไป ทำให้อาจมีผลเสียตามมาหลายๆ อย่าง เริ่มจากวงเลี้ยวที่จะกว้างขึ้น หรือรวมไปถึงหากเลือกหน้ากว้างจนต้องดึงยาง อาจจะทำให้รถต้องใช้กำลังมากในการทำให้ล้อหมุน นั่นหมายถึงอัตราการสิ้นเปลืองที่อาจจะเพิ่มขึ้น รวมไปถึงพละกำลังที่ลดลงไปไม่น้อยครับ หลังจากได้ขนาดหน้ากว้างของล้อแม็ก รวมไปถึงขนาดยางแล้ว หากยังมีข้อสงสัยติดต่อ จอร์จ กันเข้ามาได้เลยนะครับ

          หากลูกค้าไทร์บิดหายห่วงเลยครับ จอร์จ บริการช่วยเหลือประสานงาน และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญยางรถยนต์ได้ตลอดเวลาทำการฟรี หรือ สนใจเช็คราคานัดหมายติดต่อซื้อยางง่ายดายสุดๆ ผ่านทาง Line@ : @tiresbid ได้เลยครับ หากไม่สะดวกพิมพ์อยากคุยกันมากกว่า โทรมาเลย : 090-986-8762 คุยง่าย แนะนำดี ไม่ผิดหวัง วันนี้ก็ขอตัวแล้วครับโอกาสหน้าเรากลับมาเจอกันใหม่ครับ ส่งท้ายหากเพื่อนต้องการ ให้จัดหายาง สั่งยี่ห้อใดรุ่นใด ไซส์ใดเป็นพิเศษ สนใจแจ้งเข้ามาได้เลยครับ จอร์จและทีมงานยินดีให้บริการเต็มที่ ขอบคุณครับ

2.ติดต่อไทร์บิด
- โทร : 090-986-8762 / 090-958-7416     
- Line Official : @tiresbid │https://lin.ee/717tUdr
- Inbox : m.me/Tiresbidonline                 
- เวลาทำการ : วันจันทร์ - วันเสาร์ 08.30 - 17.30 น. (หยุดวันอาทิตย์)
- YouTube : http://bit.ly/TiresbidYoutube
- Facebook Tiresbid Group : http://bit.do/TiresbidGroup

11

สวัสดีครับ คุณผู้อ่านและคุณลูกค้าทุกท่าน จอร์จไทร์บิด ผู้เชี่ยวชาญยางรถยนต์ ยินดีต้อนรับครับ ช่วงเกร็ดความรู้ยานยนต์ วันนี้ จอร์จ จะพาเพื่อนๆมาพูดถึงรถแข่งที่ลงในสนาม ซึ่งการเตรียมความพร้อมเพื่อให้รถคันนั้น สามารถแสดงสมรรถนะออกมาได้มากที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้น เครื่องยนต์ แต่ทว่าความแรงมันก็ไม่ใช่คำตอบของชัยชนะอย่างเดียว เพราะว่านี่ไม่ใช่การแข่งแบบ ¼ ไมล์ ฉะนั้นการเข้าโค้งแต่ละครั้งที่รถคันนั้นจะต้องต่อสู้กับแรง G มหาศาล ต้องพารถคันนั้นให้ออกโค้งไปด้วยหลักฟิสิกส์ การที่ได้ช่วงล่างดีๆ สักชุด 

    มันก็เป็นอะไรที่ช่วยได้ไม่น้อย แต่ทว่ามันก็ยังไม่พอ มันมีสิ่งหนึ่งเสริมเข้าไปอีก เพื่อที่จะได้เกาะอยู่บนโค้งให้ได้ดีที่สุด นั่นคือ มหัศจรรย์แห่งแรงลม หรือสิ่งที่เรียกกันว่า Downforce นั่นเองครับ เข้าเรื่องอุปกรณ์ที่สามารถช่วย Downforce กันครับ เริ่มความหมายของ Downforce กันก่อน มันก็คือ “แรงกด” ที่เข้ามาทำหน้าที่กดรถไว้ในช่วงความเร็วสูงๆ โดยการใช้แรงลมรอบๆ รถนั่นเองครับ เรามาเริ่มชมกันเลยดีกว่ากว่ารถแข่งซัก 1 คัน หากจะต้องการเพิ่ม Downforce สักหน่อย ต้องมีอะไรบ้าง

1.ลิ้นหน้า (Splitter)
สำหรับชิ้นนี้ เรียกได้ว่าเห็นกันได้ทั่วไปทั้งรถซิ่ง และรถแข่งในสนาม ซึ่งเจ้าลิ้นหน้านั้น จะติดตั้งอยู่ที่ด้านล่างของกันชนหน้า ทำหน้าที่จัดเรียงอากาศ โดยให้อากาศที่มีแรงกดสูงนั้น วิ่งขึ้นไปข้างบน แทนที่จะลงมาใต้รถ การที่อากาศไหลผ่านด้านบนของตัวรถมากขึ้น ก็ทำให้สร้าง Downforce ด้านบนได้ไม่น้อยเลยครับ

2.แผ่นคาร์นาร์ด (Dive Planes / Carnard)
สำหรับเจ้านี่ ก็เป็นอีกหนึ่งชิ้นที่เรียกได้ว่าพบเห็นกันบ่อยแบบสุดๆ เพราะมันสามารถเสริมได้ทั้งความดุดันและเรื่องของการสร้าง Downforce ไปในทางเดียวกัน ซึ่งมันจะติดตั้งอยู่ที่ด้านข้างของกันชนหน้า มีหลากหลายขนาดตั้งแต่อันเล็กๆ ไปจนถึงอันยักษ์ที่ใช้ในการแข่งขัน ซึงหลักการทำงานของมันคือ การที่ให้อากาศไหลผ่านตัวมันไปอย่างไม่ธรรมดา ด้วยตัวมันออกแบบมาให้เป็นรูปทรงโค้งขึ้น ทำให้อากาศที่ผ่านไปมีแรงกดเข้ามาที่ด้านหน้าของรถเพิ่มขึ้นนั่นเองครับ

3.สเกิร์ตข้าง (Side Skirt)
หนึ่งในชุดที่หากเพื่อนๆ ซื้อของแต่งมาสักชุด ต้องมีมาด้วยอย่างแน่นอน ซึ่งหลายๆ คนอาจจะไม่รู้ว่าจริงๆ ว่า สเกิร์ตข้างก็เป็นส่วนช่วยในเรื่อง Downforce เช่นกันครับ โดยที่หลักการทำงานของมันคือ คอยกันลมที่มีแรงกดสูงๆ จากด้านบน ไม่ให้ไหลลงไปไต้ท้องรถ เพราะจะเสียแรงกดไปเปล่าๆ นั่นเองครับ

4.แผ่นรองใต้รถ (Undertray)
ของแต่งชิ้นนี้จะเห็นได้เฉพาะ ในรถ SuperCar หรือรถที่ต้องการสมรรถนะสูงๆ เท่านั้น โดยที่มันจะเป็นแผ่นเรียบๆ ไม่มีส่วนเว้าโค้งใดๆ อาจจะทำมาจาก Carbon Fiber และจะต้องถูกติดอยู่กับ Diffuser เพื่อเสริมสมรรถนะในการไล่ลม หลักการทำงานของมันก็ง่ายๆ ครับ เพื่อนๆ ลองนึกถึงลมที่จะไหลไปอย่างตรงๆ ไม่ต้องไปกระแทกกับชิ้นส่วนต่างๆ ใต้ท้องรถและออกไปยัง Diffuser ในที่สุดอากาศก็จะไหลออกได้เร็วกว่าแบบที่ไม่มีนั่นเองครับ 

          ของแต่งที่ใส่ๆ กัน ไม่ใช่มีไว้เพื่อความสวยงาม หากเรารู้จักความหมายและหลักการที่ถูกต้อง ก็จะช่วยให้รถแต่งของเรามีคุณค่า และคุ้มค่าเงินไปอีก ซึ่งจะมีสาระความรู้มาให้อ่านอีกเรื่อยๆ สำหรับคอมลัมน์คราวนี้ จอร์จ ก็ต้องลาไปก่อน สวัสดีครับ

          หากลูกค้าไทร์บิดหายห่วงเลยครับ จอร์จ บริการช่วยเหลือประสานงาน และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญยางรถยนต์ได้ตลอดเวลาทำการฟรี หรือ สนใจเช็คราคานัดหมายติดต่อซื้อยางง่ายดายสุดๆ ผ่านทาง Line@ : @tiresbid ได้เลยครับ หากไม่สะดวกพิมพ์อยากคุยกันมากกว่า โทรมาเลย : 090-986-8762 คุยง่าย แนะนำดี ไม่ผิดหวัง วันนี้ก็ขอตัวแล้วครับโอกาสหน้าเรากลับมาเจอกันใหม่ครับ ส่งท้ายหากเพื่อนต้องการ ให้จัดหายาง สั่งยี่ห้อใดรุ่นใด ไซส์ใดเป็นพิเศษ สนใจแจ้งเข้ามาได้เลยครับ จอร์จและทีมงานยินดีให้บริการเต็มที่ ขอบคุณครับ

2.ติดต่อไทร์บิด
- โทร : 090-986-8762 / 090-958-7416     
- Line Official : @tiresbid │https://lin.ee/717tUdr
- Inbox : m.me/Tiresbidonline                 
- เวลาทำการ : วันจันทร์ - วันเสาร์ 08.30 - 17.30 น. (หยุดวันอาทิตย์)
- YouTube : http://bit.ly/TiresbidYoutube
- Facebook Tiresbid Group : http://bit.do/TiresbidGroup

12

          สวัสดีครับ คุณผู้อ่านและคุณลูกค้าทุกท่าน จอร์จไทร์บิด ผู้เชี่ยวชาญยางรถยนต์ ยินดีต้อนรับครับ ช่วงเกร็ดความรู้ยานยนต์วันนี้ ใครชื่นชอบการแต่งรถ ไม่ใช่แค่จะต้องเน้นสวยสะดุดตา หรือแรงทะลุไมล์อย่างสุดขีด สายดูแลเน้นปลอดภัยต้องถูกใจแน่นอน วันนี้ทางจอร์จ TIRESBID จะพาเพื่อนๆ มาทำการอัพเกรดระบบเบรก ซึ่งหัวใจหลักตอนนี้มุ่งอยู่ที่คาลิเปอร์ ลูกสูบทีคอยกดผ้าเบรก เรามาดูกันครับว่าคาลิเปอร์มีกี่แบบ และแต่ละแบบต่างกันอย่างไร

    คาลิเปอร์ในตลาด ณ ปัจจุบันนั้นแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทหลักๆ ตามขนาด นั่นคือ แบบ ลูกสูบใหญ่, หลายลูกสูบ และลูกสูบที่มีขนาดต่างกัน โดยที่ราคาค่าตัวของแต่ละแบบนั้น ก็แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับวัสดุและระบบการทำงาน นั่นเองครับ จอร์จพาเพื่อนๆมาเริ่มทำความรู้จักกันเลยดีกว่าครับ

แบบลูกสูบใหญ่ (Larger Piston Caliper)
สำหรับคาลิเปอร์นี้ โดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นลูกสูบเดี่ยว โดยที่ขนาดของลูกสูบนั้น จะใหญ่กว่าปกติ เพื่อเป็นการเพิ่มแรงหนีบของของตัวคาลิเปอร์ ทำให้ได้แรงเบรกมหาศาล เพื่อหยุดยั้งความเร็วสูงๆได้อย่างแม่นยำ ข้อเสียคือ ด้วยความที่มีแรงบีบสูงนั้น มีโอกาสการเกิดล้อล๊อคได้ง่าย แต่อย่างไรก็ตามด้วยเทคโนโลยียุคใหม่ ทำให้ข้อเสียนี้ ถูกหักล้างด้วยระบบเทคโนโลยี ABS ทำให้การอัพเกรดด้วยคาลิเปอร์แบบลูกสูบใหญ่ จำเป็นต้องใช้งาน ABS ควบคู่เป็นมาตรฐานไปด้วยนั่นเองครับ ซึ่งรถส่วนใหญ่ทั่วไปนิยมใช้แบบนี้ที่สุด

แบบหลายลูกสูบ ( Multiple Pistons Caliper )
คาลิเปอร์แบบนี้ เราจะพบเห็นได้ทั่วไปตามรถซิ่ง หรือรถสปอร์ต โดยที่หลักการทำงานของมันก็เหมือนกันกับแบบสูบเดียวตรงที่ ลูกสูบจะทำการดันตัวออกไปกดกับผ้าเบรก แต่แบบนี้ข้อดีที่เด่นชัดของมันคือ เมื่อมีจำนวนลูกสูบมาช่วยกันแชร์ภาระหน้าที่ ทำให้การกระจายแรงกดออกไปได้อย่างทั่วผ้าเบรก สามารถสร้างแรงกดได้เสถียรกว่าแบบลูกสูบใหญ่ นอกจากนี้การที่ใช้งานแบบหลายลูกสูบ ยังมีพื้นที่รองรับผ้าเบรกขนาดใหญ่ได้อีกด้วยครับ

แบบลูกสูบขนาดต่างกัน ( Staggered Pistons Caliper )
คาลิเปอร์แบบนี้ หลายคนอาจจะยังไม่ค่อยรู้จัก เพราะมันยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในรถธรรมดาสักเท่าไหร่ แต่เป็นที่นิยมอย่างมากในวงการมอเตอร์สปอร์ต เพราะการทำงานของมันที่แบ่งลูกสูบอกเป็นหลายขนาด ตั้งแต่เล็กสุดไปจนถึงใหญ่สุด ซึ่งตอนทำงานจะเริ่มขยับไล่จากตัวเล็กไปหาตัวใหญ่ เหตุผลที่ทำอย่างนี้ก็เพราะว่า เมื่อลูกสูบดันผ้าเบรกไปสัมผัสกับจานเบรกแล้ว จะก่อให้เกิดความร้อน และความร้อนนั้นจะส่งผลให้แรงบีบที่ได้นั้น ไม่สามารถสร้างแรงต้านได้ ลูกสูบใหญ่และเย็นกว่า จึงเข้ามาช่วยแบ่งภาระในภายหลัง ทำให้ระดับความร้อนค่อยๆ ไล่ไปจากตัวเล็กจนถึงตัวใหญ่สุด

    เมื่อทราบประเภทของคาลิเปอร์แล้ว จึงไม่ยากที่เราจะเลือกอัพเกรด ตามงบประมาณและประเภทรถที่มีได้เลย ซึ่งรถแต่งแรงทั่วไปก็มักจะเลือกใช้แบบลูกสูบเล็กแต่หลายตัว ที่มีทั้งแบบ 4 พอต หรือ 6 พอต ที่นิยมใช้ หรือถ้าเป็นรถโมดิฟายระดับเฉียดๆ พันแรงม้า ต้องเริ่มอัพเกรดคาลิเปอร์เป็นแบบหลายขนาด ลองคิดดูว่ามันจะสนุกขนาดไหน หากเราขับรถเร็วได้โดยไร้กังวลว่าจะเบรกเอาอยู่มั้ย หรือเราสามารถเบรกก่อนโค้งได้ลึกกว่าเดิม มันช่วยตัดปัญหากวนใจออกไป ให้เราสนุกกับถนนตรงหน้าได้มากกว่าเดิม

          หากลูกค้าไทร์บิดหายห่วงเลยครับ จอร์จ บริการช่วยเหลือประสานงาน และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญยางรถยนต์ได้ตลอดเวลาทำการฟรี หรือ สนใจเช็คราคานัดหมายติดต่อซื้อยางง่ายดายสุดๆ ผ่านทาง Line@ : @tiresbid ได้เลยครับ หากไม่สะดวกพิมพ์อยากคุยกันมากกว่า โทรมาเลย : 090-986-8762 คุยง่าย แนะนำดี ไม่ผิดหวัง วันนี้ก็ขอตัวแล้วครับโอกาสหน้าเรากลับมาเจอกันใหม่ครับ ส่งท้ายหากเพื่อนต้องการ ให้จัดหายาง สั่งยี่ห้อใดรุ่นใด ไซส์ใดเป็นพิเศษ สนใจแจ้งเข้ามาได้เลยครับ จอร์จและทีมงานยินดีให้บริการเต็มที่ ขอบคุณครับ

2.ติดต่อไทร์บิด
- โทร : 090-986-8762 / 090-958-7416     
- Line Official : @tiresbid │https://lin.ee/717tUdr
- Inbox : m.me/Tiresbidonline                 
- เวลาทำการ : วันจันทร์ - วันเสาร์ 08.30 - 17.30 น. (หยุดวันอาทิตย์)
- YouTube : http://bit.ly/TiresbidYoutube
- Facebook Tiresbid Group : http://bit.do/TiresbidGroup

13

สวัสดีครับ คุณผู้อ่านและคุณลูกค้าทุกท่าน จอร์จไทร์บิด ผู้เชี่ยวชาญยางรถยนต์ ยินดีต้อนรับครับ ช่วง เกร็ดความรู้ยานยนต์  กลับมาพบกันอีกเช่นเคย กับมุมสาระดีๆ จากทางจอร์จกันนะครับ ที่จะนำความรู้และสาระดีๆ เกี่ยวกับยานยนต์มาให้เพื่อนๆ ได้รับชมกัน สำหรับวันนี้ขอกลับมาในเรื่องของ Aerodynamic กันอีกสักที เพราะว่าเรื่องนี้ มันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนเอามากๆ ทำให้วันนี้เราจะขอมาลองส่องเจ้า Spoiler แบบใหม่ ที่เขาเรียกกันว่า Swan Neck กันครับ ว่ามันเกิดขึ้นมาเพราะอะไร รวมไปถึงประสิทธิภาพการสร้างแรงกดของมัน ทำได้ดีขนาดไหนกัน

    หากพูดถึง Spoiler หลังเพื่อนๆ หลายคนก็คนนึกถึง GT- Wing แบบเดิมๆ ที่มีขายึดอยู่ที่ด้านล่างของปีกใช่ไหมล่ะครับ แต่ทว่าไอ้เจ้า Swan Neck แตกต่างออกไป ด้วยการออกแบบให้ตัวยึด ย้ายมาจับที่ด้านบนของปีกแทน ส่งผลให้รูปร่างดูแปลกตาไปอีกขั้น ไม่ใช่ว่าเพื่อความดูดี หรือความแปลกตานะครับ เพราะว่าเหตุผลของมันคือ หลักอากาศพลศาตร์ล้วนๆ เลยทีเดียว ซึ่งต้นกำเนิดของมันนั้น ก็มาจากการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบ โดยมีกฏการแข่งว่าอุปกรณ์สร้าง DownForce ต้องมีขนาดที่ “เท่ากัน” ทำให้ โจทย์ถัดมาคือ ทำอย่างไรให้มีแรงกดมากที่สุด ในขนาดที่จำกัดนั่นเองครับ

    เราลองมาส่องกันหน่อยดีกว่าครับ ว่าทำไมล่ะ แค่ย้ายจุดยึดมันสามารถทำให้แรงกดเพิ่มขนาดนั้นเลยเหรอ คำตอบคือ ถูกต้องเลยครับ หากเพื่อนๆ ที่ไม่ความเข้าใจเรื่องการทำงานของ Spoiler แบบ Wing กันมาก่อน จะทราบว่าอากาศที่ไหลผ่านตัวของ Wing ด้านบนและด้านล่างนั้น ความเร็วไม่เท่ากัน ซึ่งด้านบนนั้น จะไหลช้ากว่ามาก หากให้เพื่อนๆ ลองจินตนาการง่ายๆ ครับ ลองนึกถึงลำธารที่น้ำไหลเชี่ยว แต่มีตอไม้ไปขวางทางน้ำ น้ำก็จะไหลอย่างสเปะสปะใช่ไหมล่ะครับ เจ้า Wing ตัวนี้ก็เหมือนกันครับ 

    การมีฐานยึดที่ด้านล่างนั้น กลับกลายเป็นดาบสองคมขึ้นมาซะอย่างนั้น แต่ถ้าวิ่งที่ทางตรงอันนี้ยังพอรับได้ แต่เมื่อรถมีการเลี้ยว อากาศที่ไหลเข้ามายัง Wing นั้น จะไม่ใช่เส้นตรงทางด้านหน้า แต่กลายเป็นว่าวิ่งเข้ามาทางด้านข้าง อ้าว ! แล้วทำไมล่ะ มันเกิดอาการ Seperated จากตัวเสายึด ทำให้ลมที่ไหลผ่านไปไม่มีคุณภาพมากพอที่จะสร้างแรงกดนั่นเองครับ

    เมื่อนำขายึดมาตั้งไว้ด้านหน้า ทำให้อาการ Seperated นั้น จะน้อยลงอย่างมาก ส่งผลให้ลมที่ไหลเข้ามายัง Wing หลังมีคุณภาพมากพอที่จะสร้างแรงกด แม้จะอยู่ภายในโค้งความเร็วสูงก็ตาม ยิ่งไม่ต้องพูดถึงทางตรง ที่กระแสของลมสามารถเข้าไปยัง ปีกได้แบบเต็มๆ ส่งผลให้เกิดแรงกดที่มากพอจะทำให้รถคันนั้น เกาะติดบนถนนมากกว่าเดิมเข้าไปอีกครับ

          แต่อย่างไรก็ดีมันก็ยังแอบมีจุดเสียเล็กๆ น้อยๆ นั่นคือ แรงต้านอากาศที่เพิ่มขึ้นมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ ถึงอย่างนั้น มันก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อยู่ดีครับ เพราะตามหลักพื้นฐานรถยนต์ก็ต้องต่อสู้กับแรงเสียดทานต่างๆ นานาอยู่แล้ว แต่อุปกรณ์นี้ให้ผลดีมากกว่าเสีย ทำให้มันก็ไม่ใช่ข้อเสียที่น่ากลัวอะไรมากมายครับ

    เอาล่ะครับ...เป็นอย่างไรบ้างกับเจ้า Swan Neck กับการทำงานที่เรียกได้ว่าแค่ขยับนิด ชีวิตก็เปลี่ยน บางทีการออกแบบง่ายๆ ก็สามารถเปลี่ยนแปลงหน้าประวัติศาสตร์ได้เลย ถ้าไม่เชื่อก็ดูอย่างเจ้ากระทิงดุ Lamborghini Huracan Performante น้องใหม่สายเลือดกระทิงดุ ที่มาพร้อม Wing หลังแบบ Swan Neck บวกกับระบบ Aerodynamic อัจฉริยะ ทำให้มันมีส่วนช่วยทลายกำแพงเวลาของสนาม Nurburgring ลงไปได้อย่างไม่ยากเลยครับ เรื่องน่ารู้ครั้งหน้าอย่าลืมติดตติดสาระดีๆ จากทาง TIRESBID กันครับ สำหรับวันนี้...สวัสดีครับ

          หากลูกค้าไทร์บิดหายห่วงเลยครับ จอร์จ บริการช่วยเหลือประสานงาน และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญยางรถยนต์ได้ตลอดเวลาทำการฟรี หรือ สนใจเช็คราคานัดหมายติดต่อซื้อยางง่ายดายสุดๆ ผ่านทาง Line@ : @tiresbid ได้เลยครับ หากไม่สะดวกพิมพ์อยากคุยกันมากกว่า โทรมาเลย : 090-986-8762 คุยง่าย แนะนำดี ไม่ผิดหวัง วันนี้ก็ขอตัวแล้วครับโอกาสหน้าเรากลับมาเจอกันใหม่ครับ ส่งท้ายหากเพื่อนต้องการ ให้จัดหายาง สั่งยี่ห้อใดรุ่นใด ไซส์ใดเป็นพิเศษ สนใจแจ้งเข้ามาได้เลยครับ จอร์จและทีมงานยินดีให้บริการเต็มที่ ขอบคุณครับ

2.ติดต่อไทร์บิด
- โทร : 090-986-8762 / 090-958-7416       - Line Official : @tiresbid │https://lin.ee/717tUdr
- Inbox : m.me/Tiresbidonline        - เวลาทำการ : วันจันทร์ - วันเสาร์ 08.30 - 17.30 น. (หยุดวันอาทิตย์)
- YouTube : http://bit.ly/TiresbidYoutube    - Facebook Tiresbid Group : http://bit.do/TiresbidGroup

14

สวัสดีครับ คุณผู้อ่านและคุณลูกค้าทุกท่าน จอร์จไทร์บิด ผู้เชี่ยวชาญยางรถยนต์ ยินดีต้อนรับครับ กลับมาพบกันอีกครั้งในช่วง เกร็ดความรู้ยานยนต์ ด้วยสไตล์ไทร์บิดต้องมานำเสนอเกี่ยวกับ “ ยางรถยนต์ ” กันสักหน่อยครับ หนึ่งในชิ้นส่วนที่ควรให้ความสำคัญลำดับต้นๆ ในการขับขี่ เพราะมันคือสิ่งเดียวที่สัมผัสกับพื้นถนนตลอดเวลา ควรตรวจสอบต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ในการตรวจเช็ก “ ดอกยาง ” นั่นเองครับ

ดอกยางทำหน้าที่อะไร
ยางที่ถูกติดตั้งในรถยนต์ที่ใช้งานบนท้องถนนทุกคันจะเป็นยางที่มีดอกทั้งสิ้น แตกต่างกันที่ลวดลายและรูปแบบของยางแต่ละยี่ห้อ โดยดอกยางจะมีบทบาทสำคัญในการขับขี่ทางเปียก หรือในช่วงฝนตก ทำหน้าที่รีดน้ำออกเมื่อหน้ายางสัมผัสกับพื้นถนนที่เปียกและลื่น

คุณสมบัติทั่วไป โดยเฉลี่ยหากรถวิ่งด้วยความเร็วคงที่ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ดอกยางจะช่วยรีดน้ำได้ราว 10-15 ลิตรต่อวินาที แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพของดอกยาง ความลึกของร่องยาง ที่หากยิ่งลึกมากก็จะยิ่งช่วยรีดน้ำได้ดีมากขึ้น
ดอกยางช่วยในการเบรกอย่างไร

นอกจากดอกยางจะช่วยรีดน้ำในทางเปียกแล้ว มันยังช่วยลดระยะเบรกของรถได้อีกด้วย โดยจะมีประสิทธิภาพแปรผันไปตามความลึกของร่องยางเช่นเดียวกัน โดยเว็บไซต์ uniroyal-tyres.com มีการทดสอบการเบรกในทางเปียกจากความเร็ว 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงจนถึงรถหยุดนิ่ง

ซึ่งผลปรากฎว่า รถที่ใส่ยางที่มีร่องลึก 8 มิลลิเมตร ใช้ระยะเบรกเพียง 42.3 เมตร ส่วนดอกยางร่องลึก 3 มิลลิเมตรใช้ระยะเบรก 51.8 เมตร และรถที่ร่องของดอกยางลึก 1.6 มิลลิเมตร ใช้ระยะเบรกถึง 60.9 เมตรเลยทีเดียว
ดอกยางควรร่องลึกเท่าใด

มาตรฐานยางใหม่ที่ออกจากโรงงาน จะมีความลึกของร่องดอกยางอยู่ที่ 8 มิลลิเมตร ซึ่งในการใช้งานจริงจะมีการสึกหรอของดอกยางไปตามระยะเวลา ซึ่งความลึกของร่องยางที่เหมาะสมในช่วงหน้าร้อนควรอยู่ที 3 มิลลิเมตร แต่หากเป็นช่วงหน้าฝนเช่นนี้ ดอกยางของรถคุณควรจะมีร่องลึก 4 มิลลิเมตรเป็นอย่างน้อย เพื่อความปลอดภัย

          หากลูกค้าไทร์บิดหายห่วงเลยครับ จอร์จ บริการช่วยเหลือประสานงาน และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญยางรถยนต์ได้ตลอดเวลาทำการฟรี หรือ สนใจเช็คราคานัดหมายติดต่อซื้อยางง่ายดายสุดๆ ผ่านทาง Line@ : @tiresbid ได้เลยครับ หากไม่สะดวกพิมพ์อยากคุยกันมากกว่า โทรมาเลย : 090-986-8762 คุยง่าย แนะนำดี ไม่ผิดหวัง วันนี้ก็ขอตัวแล้วครับโอกาสหน้าเรากลับมาเจอกันใหม่ครับ ส่งท้ายหากเพื่อนต้องการ ให้จัดหายาง สั่งยี่ห้อใดรุ่นใด ไซส์ใดเป็นพิเศษ สนใจแจ้งเข้ามาได้เลยครับ จอร์จและทีมงานยินดีให้บริการเต็มที่ ขอบคุณครับ

2.ติดต่อไทร์บิด
- โทร : 090-986-8762 / 090-958-7416       - Line Official : @tiresbid │https://lin.ee/717tUdr
- Inbox : m.me/Tiresbidonline        - เวลาทำการ : วันจันทร์ - วันเสาร์ 08.30 - 17.30 น. (หยุดวันอาทิตย์)
- YouTube : http://bit.ly/TiresbidYoutube    - Facebook Tiresbid Group : http://bit.do/TiresbidGroup

15

          สวัสดีครับ คุณผู้อ่านและคุณลูกค้าทุกท่าน จอร์จไทร์บิด ผู้เชี่ยวชาญยางรถยนต์ ยินดีต้อนรับครับ ช่วงเกร็ดความรู้ยานยนต์วันนี้ จอร์จ พาเพื่อนๆที่ชื่นชอบหลงใหลในความเร็ว สำหรับการแข่งขันรถยนต์สูตรหนึ่งหรือ F-1 (Formula 1) ถือว่าเป็นการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบที่มีผู้ชมมากที่สุดในโลกกันหน่อยครับ
 
    ผู้ชมส่วนใหญ่อยากที่จะไปดูการแข่งขันแบบสดๆ ติดขอบสนามซักครั้ง ส่วนบางคนจะชอบนั่งดูการแข่งขันติดขอบจออยู่ที่บ้าน เวลาที่ท่านดูเคยสงสัยกันไหมว่า บางจุดทำไมปีกหลังถึงทำงาน เรียกว่า “ ระบบ DRS ” คืออะไร? ระบบนี้ใช้เพื่ออะไร? แล้วใช้ตอนไหน? จอร์จ มาไขข้อสงสัยในเรื่องนี้ไปพร้อมกัน

    ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับระบบ “DRS” กันก่อนดีกว่าว่าระบบนี้คืออะไร ระบบ DRS ชื่อเต็มๆ ว่า Drag Reduction System การปรับระดับองศาของปีกหลัง (rear wing) ในรถแข่งฟอร์มูล่าวัน เพื่อจะได้ Aerodynamics ที่ดีขึ้นทำให้ความเร็วในจังหวะที่จะแซงคู่แข่งคันหน้ามีมากขึ้นนั้นเอง เคยสังเกตุไหมว่าปีกหลังของรถแข่ง F-1 จะเป็น 2 ชั้น โดยชั้นบนกับชั้นล่างของปีกหลังจะทำองศารับกัน ซึ่งหน้าที่ของปีกหลังคือรับอากาศมากดด้านท้ายรถไม่ให้ท้ายรถส่ายไป ส่ายมาเวลาที่เราใช้ความเร็ว ตอนวิ่งทางตรง แต่จะต้านลมทำให้ไม่สามารถทำความเร็วได้ไม่เต็มที่

สรุปง่ายๆ คือ Downforce สูง Topspeed จะต่ำ พอมีระบบ DRS นี้เพิ่มเข้ามา ปีกหลัง 2 ชั้นของรถแข่ง F-1 จะทำองศาที่แตกต่างกัน โดยปีกชั้นบนจะทำองศาตามที่วิศวะกรของทีมนั้นๆ ได้ออกแบบไว้ โดยส่วนใหญ่จะใช้องศาเกือบๆ จะระนาบเดียวกับตัวรถ ส่วนปีกชั้นล่างจะทำองศาคนละองศากับปีกบน แล้วแต่ว่าทีมวิศวกรจะคำนวณออกมายังไงเพื่อที่จะให้อากาศสามารถไหลผ่านด้านท้ายได้ ทำให้ความเร็ว Top Speed ของรถเพิ่มขึ้นมาอีกประมาณ 10-12 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเลยทีเดียว สรุปแบบง่ายๆ ว่า Downforce ต่ำ Top Speed สูง นั้นเอง

    อย่างนี้ก็ดีซิเวลาทางตรงในสนามเราก็สามารถเปิดใช้ระบบนี้ได้เลย คำตอบคือไม่ได้นะครับ เพราะทางผู้จัดการแข่งขัน F-1 ได้ออกกฎการใช้ระบบ DRS มาอย่างชัดเจน คือ ถ้าจะใช้ระบบ DRS นี้รถแข่งคันหลังต้องห่างจากรถแข่งขันคันหน้าต่ำกว่า 1 วินาที และรถแข่งคันหน้าไม่สามารถเปิดใช้ระบบนี้ได้ แล้วใช่ว่าจะสามารถขับเปิดระบบนี้ได้ทุกช่วงของสนามนะถ้าคุณบอกว่าขับตามรถแข่งขันหน้าต่ำกว่า 1 วินาทีมาโดยตลอด ซึ่งในแต่ละสนามแข่งขันจะมีโซน DRS อยู่ประมาณ 1 ถึง 3 โซน เท่านั้นขึ้นอยู่กับไลน์ของสนามนั่นๆ ส่วนใหญ่โซน DRS จะอยู่ช่วงทางตรงของสนาม ขึ้นอยู่กับทางผู้จัดการแข่งขัน F-1

    งั้นเรามาถามกันต่อว่าเราจะรู้ได้ยังไงว่าเปิดตอนไหน ปิดตอนไหน ตอนไหนเข้าครบทุกเงื่อนไข แล้วนักแข่งจะมีแอบเปิดได้ไหม ปกติแต่ละสนามจะมีตัวป้าย DRS detection point เมื่อนักแข่งขับผ่านจุดดังกล่าวแล้วระยะห่างต่ำกว่า 1 วินาที จะมีเสียงสัญญาณบอกทางเรดิโอกับแสงไฟเตือน ซึ่งจุดต่างๆ รอบๆ สนามจะมี sensor ตรวจ transponder ของรถทุกคัน ว่าอยู่ตรงไหนห่างเท่าไร

พอรถเข้าสู่ DRS Zone ถ้าไม่เข้าเงื่อนไข เวลาต่ำกว่า 1 วินาที ห้องควบคุมจะไม่ส่งสัญญาณไป activate ระบบควบคุมบนรถซึ่งกดไปก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นระบบ DRS จะไม่ทำงาน แต่ถ้าเข้าเงื่อนไข ห้องควบคุมก็ส่งสัญญาณอนุญาตเปิดระบบไปที่รถพอถึง DRS Zone ระบบ DRS ก็จะทำงาน ซึ่งจุดนี้นักแข่งสามารถกดรอได้เลย ถ้าเงื่อนไขได้ พอเข้าสู่ DRS Zone ระบบ DRS จะสั่งงานให้ปีกหลังจะทำงานเองโดยอัตโนมัติ แต่ถ้าเงื่อนไขไม่ได้ กดได้แต่ปีกหลังจะไม่ทำงาน

    เพราะฉะนั้นนักแข่งไม่ต้องคอยกังวลว่าจะสามารถกดระบบ DRS ได้หรือยัง เข้าเงื่อนไขเวลาไหม แล้วเข้าเขต DRS Zone หรือยัง ถึงจุดปิด มี 2 เงื่อนไข เหยียบเบรก ปิดเลย หรือดื้อไม่เบรก ระบบกลางมันก็ปิดเอง ครับเมื่อหมด DRS Zone กรณี ปีกไม่ยอมปิด หรือ เปิด ส่วนใหญ่เป็นความผิดพลาดของกลไกที่อยู่ในรถ ทั้งไม่ยอมเปิด หรือ ค้างไม่ยอมปิดน่าจะคลายข้อสงสัยกันแล้วนะครับว่าระบบ DRS เวลาเปิดระบบแล้วจะสามารถทำอะไรได้บ้าง แล้วจะใช้ช่วงไหน แล้วใช้เพื่ออะไรกันนะครับ จอร์จ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย

          หากลูกค้าไทร์บิดหายห่วงเลยครับ จอร์จ บริการช่วยเหลือประสานงาน และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญยางรถยนต์ได้ตลอดเวลาทำการฟรี หรือ สนใจเช็คราคานัดหมายติดต่อซื้อยางง่ายดายสุดๆ ผ่านทาง Line@ : @tiresbid ได้เลยครับ หากไม่สะดวกพิมพ์อยากคุยกันมากกว่า โทรมาเลย : 090-986-8762 คุยง่าย แนะนำดี ไม่ผิดหวัง วันนี้ก็ขอตัวแล้วครับโอกาสหน้าเรากลับมาเจอกันใหม่ครับ ส่งท้ายหากเพื่อนต้องการ ให้จัดหายาง สั่งยี่ห้อใดรุ่นใด ไซส์ใดเป็นพิเศษ สนใจแจ้งเข้ามาได้เลยครับ จอร์จและทีมงานยินดีให้บริการเต็มที่ ขอบคุณครับ

2.ติดต่อไทร์บิด
- โทร : 090-986-8762 / 090-958-7416       - Line Official : @tiresbid │https://lin.ee/717tUdr
- Inbox : m.me/Tiresbidonline        - เวลาทำการ : วันจันทร์ - วันเสาร์ 08.30 - 17.30 น. (หยุดวันอาทิตย์)
- YouTube : http://bit.ly/TiresbidYoutube    - Facebook Tiresbid Group : http://bit.do/TiresbidGroup

หน้า: [1] 2 3 ... 8